วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เล่มที่ 11 ตอนที่ 1 ดินแดนแห่งแวมไพร์ (The Land of the Vampires)

เล่มที่ 11 ตอนที่ 1 ดินแดนแห่งแวมไพร์ (The Land of the Vampires)

ตอนที่โดยสารอยู่บนหลังค้างคาวแวมไพร์ระหว่างเดินทางไปยังโทเดียมอาณาจักรแห่งแวมไพร์วีดคาดหวังไว้สูงลิบ
“ที่เมืองโทเดียมนี่มันจะต้องมีแต่เงินแล้วก็สมบัติเต็มไปหมดแน่ๆ พวกชนชั้นสูงนั่น... เราจะได้รางวัลตอบแทนวันเวลาที่เสียไปกับการเลี้ยงดูโทริมั้ยนะ”
มองโลกในแง่ดีเวอร์
ตอนที่วีดไปถึงเมืองลอยฟ้าลาเวียส จัดการเดธไนท์และชิงจอกศักดิ์สิทธิ์ของวิหารแห่งเฟรย่าคืนมาได้นั้น แทนที่จะได้รางวัลเขากลับได้ภารกิจอีกภารกิจจากวิหารแห่งเฟรย่าแทน!
มันเป็นภารกิจที่ให้ไปกำราบฝูงแวมไพร์ภายใต้นามของวิหารแห่งเฟรย่าและนำมงกุฏแห่งฟาร์โก้ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่สูญหายไปกลับคืนมา ตอนนั้นโทริเป็นหัวหน้าของเผ่าแวมไพร์ เป็นมอนสเตอร์บอสระดับ 400 และเป็นลูกน้องของลอร์ดบัลข่านที่เป็นอันเดด
ในขณะที่ตอนนั้นวีดยังมีระดับไม่ถึง 200 ด้วยซ้ำ มีเพียงเขาและอัลเวรอนสองคนช่วยกันปลดปล่อยบรรดานักบวชและพาลาดินที่ถูกสาปให้เป็นหิน ต้องขอบคุณความกล้าหาญของพวกเขาที่ในที่สุดโทริและฝูงแวมไพร์ก็ถูกทำลายลงได้ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดจบ ไม่ใช่เลย
ตอนที่กำหนดทำสงครามกับกองทัพอมตะใกล้เข้ามาวีดออกผจญภัยหลายครั้งเพื่อให้ตนเองเก่งขึ้น เก่งจนสามารถเรียกโทริออกมาท้าสู้และชนะจนได้เป็นเจ้านายของมันในที่สุด
ตอนนี้โทริเชิญวีดไปที่อาณาจักรแวมไพร์ราวกับว่ายอมรับวีดเป็นเจ้านายอย่างแท้จริงแล้ว
รางวัลที่ได้รับจะต้องหอมหวานราวน้ำผึ้งแน่!
แวมไพร์รักความหรูหรา สมบัติ ศิลปวัตถุชิ้นงาม ปราสาทอลังการ ฯลฯ ดังนั้นโทเดียมจะต้องเต็มไปด้วยของพวกนั้นแน่ๆ การที่พวกเขาได้รับเชิญให้ไปในสถานที่แบบนั้นจะต้องเป็นเพราะความหวังดีของโทริอย่างแน่นอน
ตอนที่กำลังหลงอยู่ในจินตนาการอันสวยงามของตนอยู่นั่นเองวีดและทุกคนในปาร์ตี้ก็ต้องตกใจเพราะค้างคาวแวมไพร์ที่โดยสารมากลับมุดลงใต้ดินกะทันหัน พวกเขาถูกพามุดผ่านรูลงไปใต้ดิน และถูกทิ้งลงไปในแม่น้ำสกปรก ปล่อยให้ไหลไปตามกระแสน้ำ
“แหวะ! ถุยๆๆ”
พวกเขาว่ายทวนกระแสน้ำ อ้าปากสูดเอาอากาศเข้าปอดและตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งจนได้ รถลากถูกนำขึ้นบนฝั่งแม่น้ำได้โดยไม่ได้รับความเสียหายด้วยความช่วยเหลือจากเหล่านักดาบ

เมลอนพูดขึ้น
“ว่าแต่เราอยู่ที่ไหนกันล่ะเนี่ย”
“ไม่รู้สิ ก็ถูกค้างคาวพามาพร้อมกัน”
เพลส่ายหัวตอบ เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเพราะไม่น่าจะเคยมีใครมาที่นี่มาก่อน
เช่นเดียวกับวีดที่ไม่รู้เหมือนกันว่าตนอยู่ที่ไหน
‘แต่เราน่าจะอยู่ในโทเดียมอย่างแน่นอน’
โทริสัญญาแล้วว่าจะพามาโทเดียม และคำเชิญก็บอกชัดเจนว่าจุดหมายปลายทางคืออาณาจักรแห่งแวมไพร์โทเดียม อาณาจักรของเหล่าชนชั้นสูงแห่งรัตติกาลผู้เป็นเจ้าของงานศิลปะเก่าแก่และอัญมณีกองเท่าภูเขา และหญิงสาวสวยๆ อย่างที่ยากจะพบเจอบนโลกมนุษย์
ดินแดนแห่งพันธะสัญญานี้สามเดือนจึงจะเปิดให้เข้าครั้งหนึ่ง และยังเป็นบ้านของค้างคาวและหนูหลายร้อยล้านตัวซึ่งเป็นข้ารับใช้ของเหล่าแวมไพร์ที่โอบล้อมไปด้วยความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์
สวรรค์ของผู้ถูกสาป
หลังจากที่การเดินทางด้วยค้างคาวแวมไพร์จบลงอย่างกะทันหัน สมาชิกปาร์ตี้ก็พากันเดินเลียบแม่น้ำเน่าน่าขยะแขยงสายนั้น พวกเขาเดินตามกระแสน้ำขุ่นๆ ที่ไหลอยู่ใต้พื้นโลก
เพลที่เดินอยู่หน้าทุกคนเพื่อระแวดระวังภัยพูดขึ้นว่า
“ถ้าเราเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปจะกลับไปโมราต้าได้รึเปล่า”
“คงกลับโมราต้าทางนั้นไม่ได้หรอก” วีดตอบหลังจากครุ่นคิดจนได้ข้อสรุป “โมราต้าไม่ได้เฉียดใกล้ที่นี่เลยด้วยซ้ำ”
แม่น้ำของดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยน้ำเน่าเสียจนแม้แต่ริมแม่น้ำก็ถูกปนเปื้อนจนมองไม่ออกว่าเคยมีพืชอะไรขึ้นบริเวณนั้นมาก่อน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้แห้งตายกับทรายสีเทาแทนที่จะเป็นสีเขียวของความอุดมสมบูรณ์ที่พวกเขามักเห็นเป็นปกติ ต้นกกที่เน่าเปื่อยส่ายไหวไปมาเมื่อถูกสายลมพัดผ่าน ความเย็นยะเยือกราวกับถูกส่งมาจากท้องฟ้าสีขุ่นของโทเดียม ทิวทัศน์เทียบกับที่โมราต้าไม่ได้เลย
“แปลว่าเรามาถึงอาณาจักรแวมไพร์แล้ว ถูกมั้ย” เพลถาม
“อืม...เช็คดูเพื่อความชัวร์แล้วกัน จงมาแวมไพร์ลอร์ดโทริ!”
วีดพยายามเรียกโทริออกมาเพื่อสอบถามแต่กลับไม่มีเสียงใดๆ ตอบจากโทริ
วิ้ววว!!
ลมพัดแรงขึ้น
ไม่มีใครรู้สถานการณ์ปัจจุบันว่าทำไมถึงเรียกโทริออกมาไม่ได้ เพลพูดขึ้นอย่างลังเล
“คุณวีด เป็นไปได้มั้ยครับว่าเราถูกหลอกซะแล้ว”
“ไม่มีทาง”
วีดเลือกที่จะเชื่อโทริ ไม่อย่างนั้นคงรู้สึกเหมือนถูกแทงข้างหลัง แต่ทุกคนก็กำลังสงสัยในสิ่งเดียวกัน
“แต่คุณวีดครับ นี่ดูไม่เหมือนที่พวกเราคิดไว้เลย โทเดียมน่าจะเป็นที่ดีๆ แล้วก็ไม่น่าอยู่ใกล้แม่น้ำเน่าแบบนี้”
“...”
เพลพยายามชี้ให้เห็น
โทเดียมในความฝันของพวกเขา ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามกัน อาณาจักรแห่งแวมไพร์สมควรจะเต็มไปด้วยความหรูหราสง่างามมองไปทางไหนก็เห็นแต่ทองสูงท่วมหัวแต่ที่นี่กลับเป็นเพียงพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากแม่น้ำเน่ากับท้องฟ้าสีขุ่น
“เป็นไปไม่ได้ มันไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เป็นแบบนี้หรอกน่า!”
วีดยังคงโต้กลับ ปฏิเสธที่จะยอมรับ
นึกไปถึงตอนที่โทริพูดชวน มันพูดเหมือนเป็นรางวัลตอบแทน แต่สิ่งที่เจอนี่ฝืนเรียกว่าของขวัญได้ยากจริงๆ
ไม่มีแม้แต่พระอาทิตย์หรือดวงดาว สายลมที่พัดผ่านก็เจือกลิ่นท่อขึ้นสนิม อาณาจักรแห่งแวมไพร์แตกต่างจากที่พวกเขาจินตนาการไว้ ในที่สุดเซเฟอร์ก็กล่าวขึ้น
“เจอตัวแสบอีกตัวแล้ว”
“...”
“ก็ถูกรังแกประจำ นี่คงจะเป็นการแก้แค้นน่ะแหละ”
“...”
คำพูดของโรมูนะราวกับคมเขี้ยวของหมาป่าที่กัดทึ้งหัวใจวีด แต่ที่เจ็บที่สุดกลับเป็นคำถามดูไร้พิษสงที่มาจากเซอร์กะ
“อุตสาห์มาถึงนี่แต่ไม่มีอะไรน่าสนใจให้ดูหรอกเหรอเนี่ย”
เขานึกว่าการเดินทางครั้งนี้จะเป็นการเดินทางที่ดีเพราะมันเป็นเหมือนการตอบแทนที่ดูแลโทริมาตลอด วีดจึงไม่ได้คิดถึงความเสี่ยงเลยแม้แต่น้อยและยังมาโดยปราศจากไกด์นำทางด้วย วีดพยายามเรียกกำลังใจที่ต่ำติดดินของตัวเองขึ้นมาใหม่
‘แล้วอาณาจักรแห่งทองของเราล่ะ’
จนถึงเดี๋ยวนี้โชคไม่เคยเข้าข้างพอให้เขาได้ผ่อนคลาย ไม่เลยสักครั้ง เขาต้องเอาชนะความขมขื่นตลอดการผจญภัย!
พอมาค่อยๆ พิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าอย่างใจเย็นแล้วดูเหมือนว่าการเดินทางมาโทเดียมครั้งนี้จะไม่ใช่การเดินทางที่น่ารื่นรมณ์อย่างที่คิดไว้ เมื่อคิดถึงระดับของโทริกับระยะเวลาที่มันติดตามรับใช้บัลข่าน การจะสร้าง “ความสัมพันธ์อันดี” กับบอสมอนสเตอร์ระดับ 400 ภายในหนึ่งปีดูไม่น่าจะเป็นไปได้
‘ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด ที่นี่อันตรายมาก แล้วพวกเราก็ไม่พร้อมเลยด้วย’
ถ้ามอนสเตอร์ที่นี่ระดับใกล้เคียงกับโทริ การผจญภัยครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา ความคิดนี้ทำลายจินตนาการและความคาดหวังของวีดลง ตั้งแต่นี้ไปสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือการเอาตัวให้รอด
กฎของโทเดียมอาณาจักรแห่งแวมไพร์ ขอเพียงตายแค่ครั้งเดียวก็จะถูกโยนกลับขึ้นไปที่โลกด้านบนทันที
นี่คือบทลงโทษที่ถือว่าโหดเหี้ยม เพราะแม้แต่บนทวีปเวอร์เซลล์ก็ไม่มีบทลงโทษแบบนี้ คุณจะตายกี่ครั้งก็ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแบน แต่ที่อาณาจักรแห่งแวมไพร์แห่งนี้คุณมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เมื่อคุณไม่ใช่แวมไพร์ ความตายในโทเดียมจึงหมายถึงการกลับไปเกิดนอกอาณาจักรทันที ถูกเนรเทศอย่างรวบรัดเด็ดขาด โอกาสที่ได้มายากอย่างนี้ไม่ควรเสียเปล่าเพราะคุณไม่รู้เลยว่าจะต้องทำภารกิจอะไรบนทวีปเวอร์เซลล์จึงจะได้มาเยือนที่นี่

แล้วสายตาของวีดก็เยือกเย็นลง
‘ไม่ว่าจะเป็นโทเดียมหรือที่ไหนเราก็จะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด เงิน! ต้องกอบโกยเงินให้ได้เยอะๆ!’
ลองคิดถึงเงินพนันก้อนใหญ่ในคาสิโน เหรียญกองสูงที่กระตุ้นความกระหายที่ลึกที่สุดในจิตใจของมนุษย์ ความหลงใหลในเงินทอง เหมือนผีเสื้อกลางคืนที่เสี่ยงตายบินเข้าใส่กองไฟ การมีเงินเป็นเป้าหมายก็เหมือนป้อนอาหารให้กับความกระหายอยาก
‘เสี่ยงเกินไป ถ้ามีฝูงมอนสเตอร์ผ่านมาละก็เกิดวิกฤติแน่ๆ’
ความหวังที่ผุดขึ้นรำไรเมื่อนึกถึงเงินพังทลายลงเมื่อความกลัววาบขึ้นในใจวีด ในโทเดียม วิกฤตินี้อาจจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าวีดตัวคนเดียว แต่นี่เขามีเพื่อนมาด้วยกันหลายคน
“นี่เราอยู่ที่ไหน แล้วจะไปไหนดี”
“แล้วจะกลับยังไงด้วย”
เสียงแหบห้าวสมชายของนักดาบ475 กับนักดาบ503 ดูจะสั่นอยู่นิดๆ
ถูกพามาถึงที่นี่พร้อมความหวังว่าจะได้เห็นแวมไพร์แต่สถานที่ที่มาถึงกลับเป็นที่ไหนก็ไม่รู้แถมยังแปลกถิ่นไม่คุ้นเคย ตอนนี้ถ้ามีมอนสเตอร์โผล่มาพวกเขาคงไม่มีแรงใจจะต่อสู้ อยู่ในภารกิจหรือการผจญภัยอะไรก็ไม่รู้แล้วยังเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยอีก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนตาบอดที่ถูกผลักลงแม่น้ำ!
ไม่ใช่เพียงหวาดกลัวเท่านั้น ความสับสนที่มาพร้อมกันด้วยทำให้ทุกคนตกอยู่ในวิกฤติใหญ่

แต่วีดกลับมีหนทางแก้ไขที่แสนเรียบง่าย
“พักกินข้าวกันเถอะ!”
“เย้ๆๆ!”
ความอยากอาหาร!
ทุกคนอยากกินกิมจิ
“ขออะไรอร่อยๆ!”
“มีอะไรหวานๆ มั้ย แบบช็อคโกแลตไรงี้”
“โปะวิปครีมด้วย”
“ใครบ้างไม่อยากกินเนื้อ”
“ถ้ามีเหล้าด้วยก็ไม่เลวเลย...”
เมฆหมอกแห่งความกังวลที่ปกคลุมปาร์ตี้อยู่ในตอนแรกสลายหายไปในทันทีทันใดนั้นเอง สีหน้าดีอกดีใจของพวกเขาดูไปก็คล้ายใบหน้าอวบอ้วนของหมู ทุกคนทำหน้าแบบนี้เหมือนกันหมด
พอกลายเป็นหมู อาหารก็เลยกลายเป็นจุดมุ่งหมายหลัก
แม้ว่าเหล่าผู้ฝึกสอนจะไม่แสดงความต้องการของตัวเองออกมาให้เห็นแต่ก็ดูเหมือนว่าจะคิดไม่ต่างกัน นักดาบ3 นักดาบ4 และ นักดาบ5 ดูพึงพอใจด้วยซ้ำ
“จะทำอะไรให้กินเหรอ”
“ตอนรอต้องเบื่อแน่เลย แต่...อยากกินของอร่อยก็ต้องอดทนเนาะ”
“ข้าวเหล้าๆ!”
“วู้ววว!!!”

ซีชวิครางด้วยความเซ็ง
“จะบ้าตาย ถ้าทุกคนเป็นเหมือนพวกนี้ฉันคงตกงาน”
งานวิจัยทางจิตวิทยาเกี่ยวกับความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ที่เธอทำขึ้นทุกชิ้นคงต้องถูกทิ้งลงถังขยะถ้ามนุษย์ทุกคนเรียบง่ายเหมือนพวกที่อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้!
ตกลงมาในขุมนรกแล้วมานั่งกินข้าวนี่มันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปเลยนะเฮ้ย!
แต่ในหมู่คนพวกนั้นก็ยังพอมีคนที่ยังพอมีหวังอยู่บ้างทำให้ซีชวิยังไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน เพล เซเฟอร์ และเมลอนเป็นสมาชิกหลักของกลุ่มคนแห่งความหวังกลุ่มนั้น พวกเขากำลังกลัดกลุ้มกับสถานการณ์
เพลถามเซเฟอร์ด้วยสีหน้าจริงจังมาก
“นายว่าเมนูวันนี้จะเป็นอะไร”
“ไอเทมที่เราได้จากโทเดียมจะเอามาเป็นวัตถุดิบได้รึเปล่า”
“ได้สิ คิดว่านะ”
ฮวารองตบมือด้วยท่าทางดีใจสุดๆ
“คุณวีดทำอาหารอร่อยสุดๆ ไปเลย พวกเราไม่ต้องห่วงหรอกน่า”
 “…”
ซีชวิกลับมากลุ้มอีกครั้ง
‘นี่พวกเขาก็ไม่ปกติเหมือนกันเหรอเนี่ย’
ตามที่เขียนไว้ในเนื้อเรื่องก่อนเข้าเกม หากอยากจะได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะฮีโร่ที่เสี่ยงอันตรายเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักจำเป็นจะต้องมีความเป็นผู้นำสูง
ไม่ยอมแพ้เมื่อเผชิญวิกฤติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในจิตใจ
สปิริตที่ไม่มีใครเทียบได้
มิตรภาพที่ไม่แพ้ใคร
ปฏิภานเฉียบไวและการตัดสินใจที่เด็ดขาด
สิ่งเหล่านี้ยิ่งจำเป็นขึ้นไปอีกเมื่อต้องเข้าไปสำรวจอาณาจักรแห่งแวมไพร์ แต่บทสรุปที่เธอได้หลังจากมองดูวีดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาคือเขาช่างไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับฮีโร่ได้เลย ซีชวิยอมแพ้ในที่สุดแล้วพูดขึ้นว่า
“เขาอาจจะได้เป็นหัวหน้าเพราะเลเวล แต่นักดาบพวกนั้นกับฉันก็น่าจะพอวัดฝีมือกับเขาได้นะ!”
ซีชวิ จะว่าไป ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น

ผ่านไปพักหนึ่งวีดก็ทำอาหารเสร็จ
ซุปเนื้อเต่า!
ตอนออกจากโมราต้าพวกเขาขนวัตถุดิบมาพอจึงไม่ต้องหาเพิ่มอีก ที่วีดต้องทำก็แค่เอามันมาทำอาหารเท่านั้น
“วัตถุดิบที่อยู่ในซุปนี้ก็คือเนื้อเต่า และอาหารจานนี้ก็สื่อถึงการเจริญเติบโต ยามค่ำคืนเมื่อคุณหมอบคลานบนพื้นขอร้องให้มัน ‘ตื่น’ ขึ้นมา แต่เมื่อก้มหน้ามองลงไปมันกลับยังคงมุดหัวอยู่เหมือนเต่า อาหารจานนี้จะช่วย ‘ฟื้นคืนความแข็งแกร่ง’ ให้ท่านชาย... หึหึ ฮ่าๆๆๆ!”
วีดเริ่มกระบวนการเคลือบน้ำตาลให้กับอาหารตรงหน้า เมื่อจบการบรรยายก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นครื้นเครง!
ยึดอาชีพช่างแกะสลักมาได้หนึ่งปีวีดก็เรียนรู้ที่จะสร้างบรรยากาศให้น่าตื่นเต้นขึ้น และการแสดงความมั่นใจก็เป็นสิ่งจำเป็น
‘การเป็นพ่อครัวก็เหมือนกัน กฎคือ อาหารที่อร่อยอยู่แล้วจะอร่อยขึ้นอีกถ้าเราบรรยายรสชาติให้ฟังก่อนกิน’
อาหารจะอร่อยขึ้นอีกเมื่อพ่อครัวแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ

“โอ้ววว เยสส!”
เหล่านักดาบกรูกันเข้าไปตักซุปเนื้อเต่ากิน ขณะที่พวกเขาควรจะคำนึงถึงอนาคตว่าวัตถุดิบอาจจะหมดลง พวกเขากลับกินซุปจนเกลี้ยงไม่เหลือสักหยด
“อึก!”
“รสชาติเยี่ยม!”
พวกเขากินซุปอย่างเอร็ดอร่อย คนหนึ่งกินถึงสามชาม แม้แต่อาณาจักรแวมไพร์อันน่ากลัวก็ทำอะไรความอยากอาหารของพวกเขาไม่ได้ ยิ่งเจอคำว่า ‘ฟื้นคืนความแข็งแกร่ง’ เข้าไป! แม้ว่าเพลและเซเฟอร์จะไม่ได้พูดอะไรถึงเรื่องนั้นแต่ก็ก้มหน้าก้มตากินซุปอย่างขยันขันแข็ง
“Bon appetite… รับรองว่าไม่เหลือสักหยด”
คนที่ถูกเชิญชวนให้กินซุปคนถัดมาคือเมลอน เมื่อคิดถึงทางฝั่งผู้หญิงบ้างคำพูดของวีดก็เปลี่ยนไป
“ก็เหมือนอายุที่ยืนยาวของเต่า ซุปเนื้อเต่านี้สามารถหยุดกระบวนการแก่ตัวลงของผิวได้ถึง 20 วัน...”
“โอ๊ยอยากกิน! รีบทำเลยค่ะ”
“ขอเยอะๆ เลยนะพี่วีด!”
พูดยังไม่ทันจบไอรีนและโรมูนะก็รีบพูดขัดขึ้นมา ขณะที่เซอร์กะอายุยังน้อยจึงไม่ค่อยสนใจเรื่องดูแลผิวนัก แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่ากินเข้าไปแล้วจะช่วยหยุดกระบวนการแก่ตัวลงของผิวได้ถึง 20 วันจริงหรือไม่ เพราะคงไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ แต่การดูแลผิวไม่ว่าจะทำตอนไหนก็จะต้องได้รับรางวัลตอบแทนอย่างแน่นอน!
ต่อให้ถูกหลอกก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ยินดีกับสถานการณ์ตอนนี้ เพราะพวกเธอใช้เวลาอยู่ในรอยัลโรดเยอะมาก การใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจึงกลายเป็นความสำคัญอันดับสองไปแล้ว แต่อย่างไรก็ยังมีความลังเลหลงเหลืออยู่บ้าง
ราวกับว่ารับรู้ถึงความคลางแคลงใจของพวกเธอ วีดจึงพูดสำทับเพื่อปิดจ็อบ
“รีบกินตอนทำเสร็จใหม่ๆ ต้องตอนนี้เท่านั้นถึงจะได้ผล...”
ได้ยินแค่นั้นสาวๆ ก็รีบกินซุปกันอย่างตะกละตะกลาม

มีเพียงเมแพนเท่านั้นที่รู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังอันร้ายกาจของซุปหม้อนี้
ช่วงที่กำลังหาซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร
แม้ว่ามันจะเป็นหน้าที่เมแพนซึ่งเป็นพ่อค้าในการหาซื้ออาหารและจัดการเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างการเดินทาง แต่วีดกลับเป็นคนตัดสินใจเรื่องวัตถุดิบเพราะส่วนใหญ่เขาจะทำหน้าที่พ่อครัวและรู้ว่าควรจะเลือกซื้ออะไรบ้างเพื่อให้เพียงพอสำหรับทุกคน
“เต่าแค่ 17 ตัวจะพอเหรอ”
วีดพยักหน้า
“พอ มันเป็นวัตถุดิบขั้นสูงก็เลยขายอยู่ตัวละตั้ง 3 เหรียญทอง เราคงกินเท่าที่ใจอยากไม่ได้หรอก”
“แต่กลุ่มของพวกเรามีตั้ง 500 กว่าคนนะ”
“ก็อาจจะ”
“ต่อให้มีสกิลทำอาหารของคุณวีดก็เถอะ ผมยังกลัวว่าเต่าแค่ 17 ตัวจะไม่พอให้กลุ่มเรากับพวกนักดาบกิน”
วีดหัวเราะขึ้นเบาๆ
“เอาเต่าไปทั้งที่ยังเป็นๆ อยู่ก็ลำบากเหมือนกัน จำนวนแค่นี้ก็น่าจะพอแล้วแหละ”
“จะไม่เป็นไรใช่มั้ย”
“วันแรกที่ไปถึงอาณาจักรแวมไพร์พวกเราน่าจะโอเค เราค่อยเอาออกมากินวันที่สอง ขึ้นอยู่กับว่าพวกเราจะเจออันตรายอะไรระหว่างทางรึเปล่าด้วย แต่เก็บเอาไว้นานๆ ก็ทำให้เนื้อเต่าลดประสิทธิภาพลง”
“งั้นพวกเราซื้อเต่าไปเยอะๆ ก็ดีกว่าสินะ...”
“ไม่ดี”
“อ้าว”
“ซื้อไปเยอะๆ ถ้าเหลือจะทำยังไง”
“...”
วีดเริ่มเทศนาราวกับเป็นพ่อครัวมืออาชีพ
“อัตราผลกำไรที่จะได้จากอาหารไฮคลาสนี่คิดแล้วเจ็บจี๊ดเลยล่ะ! ทำเกินกว่าที่จำเป็นก็ไม่ดี แล้วก็ไม่แนะนำให้ลงทุนกับวัตถุดิบมากเกินไปด้วย แล้วอะไรแย่กว่ากันล่ะ ระหว่างปล่อยให้พวกอาจารย์ตายเพราะอดอาหาร กับบังคับให้พวกเขาจ่ายมื้อละ 5 เหรียญทอง”
“ไม่ครับ ไม่ดีทั้งสองชอยส์”
กลุ่มนักดาบส่วนใหญ่ยากจนมาก เนื่องจากเงินที่ได้มาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการซื้อหาอาวุธมาเปลี่ยนหรือไม่ก็ไปลงที่เครื่องสวมใส่หมด แล้วแทนที่จะล่าฝูงมอนสเตอร์เพื่อไอเทม พวกเขากลับกำจัดพวกมันแล้วพุ่งไปที่ฝูงต่อไปทันทีเพื่อให้ตัวเองเก่งขึ้นเร็วๆ โดยไม่เก็บของดรอป พวกเขาตื่นเต้นไปกับการล่า ยิ่งท้าทายเท่าไรก็ยิ่งเล่นเกมสนุกเท่านั้น
ดังนั้นการจะให้พวกเขามีเงินพอจ่ายค่าอาหารก็เหมือนบททดสอบอันทารุณชนิดหนึ่ง
“จะปล่อยให้พวกอาจารย์ตายไม่ได้ ยังไงก็ต้องให้พวกเขากิน ดังนั้นเราควรหาซื้อวัตถุดิบถูกๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้”
“แต่เรามีเต่าแค่ 17 ตัว หมายความว่าเราต้องปล่อยให้คนอื่นๆ อดกินไปเหรอ”
“ก็ยังพอมีทางอยู่ ช่วงนี้ปลาพอลล็อคราคาตกไม่ใช่เหรอ”
“หือ ก็ตกฮวบเลยล่ะ จากราคาเดิม”
“หาซื้อมาสัก 2,000 ตัว ฉันจะทำซุปเนื้อเต่าด้วยเนื้อปลาพอลล็อค”
“รสชาติมันจะไม่ต่างกันเหรอครับ”
“ซื้อพวกเครื่องเทศ ผงปรุงรส แล้วก็สีผสมอาหารมาให้มากเท่าที่จะซื้อได้ก็แล้วกัน”
ซุปเนื้อเต่าลวงโลก!
แล้ววัตถุดิบหลักของมันยังเป็นเนื้อปลา เมแพนหน้ามืดตาลายขณะที่จิตสำนึกของตนถูกโจมตีอย่างรุนแรง
“ผมคงไม่ได้เป็นคนซื้อใช่มั้ย” (ความหมายแฝง: กุไม่เกี่ยวกับเรื่องชั่วๆ นี่ใช่มั้ย)
วีดตอบเพื่อกำจัดความกังวลของเมแพน
“หือ มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านไง” (ความหมายแฝง: ตั้งแต่ที่มึงกับกุเริ่มถกกันเรื่องนี้ มึงก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแล้วละจ้ะ)
“…”


***************
เมื่อจบมื้ออาหารระดับพลังของปาร์ตี้ก็เพิ่มขึ้น เริ่มจากความแข็งแกร่งและพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากอาหารและยังแสดงผลมากขึ้นจากค่าความแม่นยำขั้นสูงของวีด แม้ว่าคุณจะสามารถปรุงอาหารด้วยสูตรที่ได้มาแต่อาหารที่ทำขึ้นมาจะไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นโฮมเมด และการใช้เครื่องมือในการทำอาหารก็เทียบไม่ได้กับการใช้ ‘มือ’ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกๆ เครื่องมือ วีดใช้มือในทุกๆ ขั้นตอนของการเตรียมอาหารเริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบเลยทีเดียว และทุกคนในปาร์ตี้ก็คิดว่าผลที่ได้นั้นคุ้มค่ามาก
ไอรีนเดินมาหาวีด
“พี่วีด อาหารอร่อยมากเลย พี่ทำอาหารด้วยมือแบบนี้ไม่ลำบากเหรอ”
“ทำแบบนี้อร่อยกว่านี่”
แม้แต่เครื่องปรุงวีดก็ใช้มือคนให้เข้ากัน และก็ดูเหมือนว่าพอทำแบบนั้นแล้วจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไปอีก
ถึงไอรีนจะเห็นด้วย แต่ก็อดพูดขึ้นแบบแหยงๆ ไม่ได้ว่า
“พี่ล้างมือครั้งสุดท้ายเมื่อไรเหรอ”
แน่นอนว่าคำถามนี้ถามเล่นๆ เท่านั้น แต่วีดกลับตอบอย่างจริงจัง
“เดือนที่แล้ว หรือสองเดือนที่แล้วละมั้ง พี่ก็จำไม่ค่อยได้...”
“...”
ไอรีนพูดอะไรไม่ออก เริ่มปาดน้ำตาเงียบๆ

“อึกๆๆ”
“ซุปเต่านี่อร่อยจริงๆ เหมือนที่เคยกินเลย”
“อยากกินอีกจัง”
“เอ้าพวกเรา เพื่อการผจญภัย!”
เหล่านักดาบผู้อ่อนต่อโลกกินซุปเนื้อเต่ากันอย่างร่าเริงขณะที่เมแพนและไอรีนหลบออกมายืนคุยกันเบาๆ อยู่ด้านข้าง
“คุณเมแพน ซุปนี่ใส่วัตถุดิบอะไรลงไปอีกบ้างนอกจากเนื้อเต่า”
“เอ่อ...ที่จริงแล้ว ผมขายของที่เราสะสมไว้ไปจนหมดแต่ก็ยังมีเงินไม่พอ”
“เราก็เอาเงินให้แล้วนี่ครับ”
เพลแย้ง ทั้งเขา ไอรีน และเซอร์กะต่างเอาทองที่รวบรวมมาได้ให้เมแพน
“มันเป็นมุมมองของคุณวีดเกี่ยวกับสินค้าน่ะครับ เขาบอกให้ซื้อไว้เยอะๆ แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นกำไรทีหลัง”
“หมายความว่าเอาเงินไปซื้อวัตถุดิบหมดเลยเหรอ นั่นจะไม่มากไปเหรอสำหรับวัตถุดิบ”
“ครับ มันราคาถูกแหละ แต่...”
“ซื้อมาจากไหน”
“ในตรอก”
“ตรอก?”
เมแพนเงียบไปนิดหนึ่ง เมื่อสลัดความลังเลทิ้งไปได้ก็พูดขึ้นว่า
“คิดซะว่ามันมาจากจีนก็แล้วกัน...”
“ฮึก!”
ไอรีนน้ำตาท่วม
แม้ว่าอาหารจะหน้าตาน่ากินแต่พอได้รู้ว่าวัตถุดิบจริงๆ คืออะไรก็อาจจะทำให้ความอยากอาหารลดลงแบบถาวรได้ วัตถุดิบที่พวกเขาได้มาเป็นพวกที่ใกล้หมดอายุแล้ว! ของที่ถูกโยนเข้ารถแล้วขนมาในการเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นของคุณภาพระดับ 3 หรือ 4 ที่ราคาถูกสุดๆ เท่านั้น
แต่อย่างน้อยเนื้อเต่าที่ผสมลงไปกับขยะพวกนั้นก็ทำให้อาหารที่ทำออกมาให้รสชาติดี ราวกับว่ามันช่วยล้างรสชาติขยะอื่นๆ ออกไป
“ในที่สุด หลังจากกินกันเสร็จแล้วเราก็จะได้เริ่มผจญภัยกันซะที”
วีดเรียกทุกคนมารวมกัน
แคร้ง
นักดาบ409 ชักดาบออกมา
“หึหึหึ! ในที่สุดก็ถึงเวลา”
นักดาบ15 หัวเราะเสียงดัง
“ไอ้พวกแวมไพร์สกปรก พ่อจะเชือดให้ดิ้นเลย”
แววตาของนักดาบทุกคนเปลี่ยนไป พวกเขาแกว่งดาบอย่างไร้ความกังวล ไร้วี่แววของความว้าวุ่นใจ สภาพจิตเปลี่ยนเป็นพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชน!
พวกเขาไม่กลัวคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าอีกต่อไป ถ้ามีโผล่มาตัวหนึ่งพวกเขาก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าต่อสู้ทันที นั่นก็คือวิถีดาบของพวกเขาเหล่านักดาบ
เซเฟอร์พยักหน้าเงียบๆ
‘วีดคิดถูกจริงๆ ที่เชื่อใจคนพวกนี้’

อาณาจักรแวมไพร์เป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างยิ่ง แล้วนี่ก็เป็นการมาที่นี่ครั้งแรกของทุกคน ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
อุปสรรคใหญ่อุปสรรคหนึ่งในดินแดนแห่งนี้!
พวกเขาไม่มีข้อมูลล่วงหน้าก่อนที่จะมาที่นี่ แล้วยังต้องแก้ไขทุกเรื่องโดยไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้ ถูกบังคับให้ผจญทุกสิ่งโดยลำพัง และยังไม่มีทางเลือกอื่น แม้ว่าพวกเขาจะเคยเผชิญเรื่องทำนองนี้มาก่อนแล้วในทวีปเวอร์เซลส์ที่พวกเขาต้องผ่านการทดสอบ ผ่านการทำผิดพลาด และการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เติบโตขึ้น แต่ความตายในอาณาจักรแวมไพร์หมายถึงการถูกขับออกจากสถานที่นี้ ห้ามพลาด ต้องตื่นตัวอยู่ตลอด เผชิญกับความเสี่ยง และยังต้องรับมือกับความลำบาก
สิ่งเหล่านี้คือนโยบายการใช้ชีวิตของพวกนักดาบอยู่แล้ว พวกเขาผ่านความยากลำบากมาหลายอย่าง และยังมีประสบการณ์กับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน เหล่าผู้เชี่ยวชาญในการพุ่งเข้าใส่ก่อนคิดทีหลัง
ราวกับว่าพวกเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายบรรยากาศจึงเปลี่ยนไปทันที ทีละคน ทีละคน ออร่าของทุกคนหนุนส่งกันและกัน
ดินแดนที่ไม่เป็นที่รู้จัก
เหล่านักดาบไร้ซึ่งความเกรงกลัว!
เพลยิ้ม
“ผมก็พร้อมแล้ว!”
เซอร์กะเองก็กำหมัดแน่น
“จัดไป ฉันพร้อมแล้ว!”
สถานที่อันตรายแต่ได้เพื่อนร่วมทางที่พร้อมเสี่ยงตายไปด้วยกันช่วยให้เกิดความมั่นใจในการฝ่าฟันอุปสรรค! เหมือนการผจญภัยในลาเวียส พวกเขาเชื่อมันในกันและกันอย่างไร้ข้อกังขา
วีดเดินเข้าหานักดาบ
“พวกเราอาจจะอยู่ในเขตแดนของแวมไพร์แล้ว ผมไม่รู้ว่าจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น หวังว่าอาจารย์จะช่วยเป็นผู้นำให้พวกเราได้”
นักดาบส่ายหน้าเบาๆ
“อาจารย์ไม่รู้จักสถานที่นี้ก็เลยไม่รู้ว่าฝูงมอนสเตอร์จะมีลักษณะหรือพฤติกรรมยังไง อาจารย์คิดว่าให้เจ้านำน่าจะดีที่สุด เจ้ามีสกิลสายสร้างหลายอย่างที่จำเป็นมาก อาจารย์ว่าเจ้าคอยแนะนำพวกเราอยู่ด้านหลังดีกว่า”
“แต่ผมไม่อยากให้ทุกคนเสี่ยงถูกขับออกจากที่นี่...”
“ไม่หรอก จะไม่มีใครโทษเจ้า คนที่รู้มากกว่าคนอื่นควรเป็นคนคอยดูแลรักษาชีวิตของทุกคน แม้ว่าคนๆ นั้นจะรู้มากกว่าเพียงนิดหน่อยก็ตาม”
นักดาบ2 เองก็ช่วยเกลี้ยกล่อม
“ให้เจ้านำน่ะแหละ ข้าว่าดีกว่าให้พวกเราคนใดคนหนึ่งนำ”
วีดมองไปที่นักดาบ3 นักดาบ4 และนักดาบ5
“พวกผู้ฝึกสอนก็เห็นด้วยกับอาจารย์เหรอครับ”
“อือ”
“แล้วแต่เจ้า”
นักดาบ5 ตบไหล่วีดและพูดให้กำลังใจ
“พวกเรามาที่นี่ก็เพราะเจ้าเป็นคนชวน อย่าไปคิดว่ามันเป็นภาระรับผิดชอบหรืออะไร ทำใจให้สบายเถอะ เจ้าหนุ่ม”
คำปลอบโยนอย่างจริงใจภายใต้ความเสี่ยงที่จะได้รับโทษเมื่อตาย
วีดสังเกตสีหน้าของนักดาบ6 ไปจนถึงนักดาบ505 ใบหน้าที่ดูเข้มงวดของทุกคนประดับไว้ด้วยรอยยิ้ม พวกเขาพยักหน้าให้ แทนที่จะกระหายอยากได้อำนาจ ทุกคนกลับเคารพเชื่อฟังอาจารย์อย่างที่สุด
ในความคิดของเซอร์กะ ไอรีน และโรมูนะ นี่คือฉากอันยิ่งใหญ่ที่แสดงให้เห็นน้ำใจลูกผู้ชาย
“อย่างเท่”
“เริ่มชอบพวกเขามากขึ้นแล้วสิ”
“มีพวกพี่ๆ นักดาบมาด้วยเนี่ยดีจริงๆ เลย”
ขณะเดียวกัน ซีชวิกลับมองพวกเขาในอีกแง่มุมหนึ่ง
‘อืม สามารถใช้อาหารอร่อยทำให้ผู้ฝึกสอนทั้งห้าคนยอมตกลง และรู้ว่าพวกนักเรียนจะต้องยอมตามอาจารย์ ไม่มีใครหัวใสเท่าวีดอีกแล้ว’
นักดาบคนอื่นๆ คิดต่างไปเล็กน้อย วีดนั้นไม่เท่าไร ที่พวกเขาหวาดกลัวที่สุดคืออาจารย์และผู้ฝึกสอนต่างหาก ช่วงที่ฝึกฝนพวกเขาถูกบังคับให้ผลักดันตนเองจนข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทุกครั้ง ใช้ชีวิตคาบเกี่ยวอยู่บนความเป็นความตายทุกวัน กลัวว่าถ้าพวกเขาพูดอะไรออกไปจะได้ตายด่วนตายรวบรัดกันเดี๋ยวนั้น
‘เมื่อก่อน หลังจากนักดาบ3 ตาย พวกเราก็ถูกบังคับให้ฝึกเช้าทุกวัน สามวันรวด เราแทบไม่ได้นอน...’
‘ตอนที่นักดาบ5 ถูกหนอนฆ่าตาย เขากลับมาแล้วต่อยมันจนแยกไม่ออกว่าที่เปื้อนหมัดจนชุ่มเป็นเลือดใคร... แล้วยังลากซากมันไปมา...’
‘ท่านอาจารย์!! ตั้งแต่อาจารย์เข้ามาเล่นเกมนี้ก็อารมณ์ดีขึ้นเรื่อยๆ...’
นักดาบคนอื่นๆ คิดว่าให้วีดนำปาร์ตี้นี้จะโชคดีกว่า
วีดหันไปหาเพล
“คุณเพล”
“ครับ”
“รบกวนคุณกับคุณเมลอนช่วยขึ้นไปบนเนินนั้นเพื่อดูบริเวณรอบๆ ให้ทีครับ ถ้าเจอฝูงมอนก็อย่าเพิ่งสู้ให้รีบกลับมาหาพวกเรา”
“แค่ดูใช่มั้ย ได้ ไปกันเลย”
เพลกับเมลอนมุ่งหน้าขึ้นเนินไปด้วยกัน เนื่องจากขอบเขตสายตาของนักธนูที่กว้างไกลกว่าคนอื่นๆ ทำให้พวกเขาสามารถตรวจสอบพื้นที่กว้างได้ในเวลาสั้นๆ เพลกับเมลอนกลับมาแล้ว
“ไม่เห็นตัวอะไรนะ แต่พวกมันอาจจะซ่อนอยู่ก็ได้...”
“สภาพพื้นที่ล่ะครับ”
“พื้นที่รอบๆ แม่น้ำถูกบล็อกด้วยหน้าผาทำให้พวกเราไปได้แค่ทิศทางเดียว เหมือนจะมีทางให้ม้าวิ่งอยู่ คงต้องไปทางนั้น”
“งั้นไปกันเถอะ”
ภายหลังการตัดสินใจของวีดทุกคนในปาร์ตี้ก็เคลื่อนที่ไปตามถนนอย่างระแวดระวัง เมื่อผ่านป่านักดาบก็หันมาถามวีด
“วีด เจ้าเคยจัดการแวมไพร์จำนวนมากมาก่อนใช่มั้ย”
“ครับอาจารย์”
“ถ้าโดนกัดจะเกิดอะไรขึ้น”
“แวมไพร์ที่นี่ไม่เหมือนกับที่เราเคยได้ยินมาครับ ส่วนใหญ่จะแค่ดูดเอาพลังชีวิตกับมานาของเราไปเติมให้ตัวเอง เราจึงต้องระวัง”
“พวกมันมีจุดอ่อนมั้ย”
“พวกมันมีพลังชีวิตและความอึดสูง พลังโจมตีทางเวทมนต์ก็รุนแรง พวกมันไม่ใช้อาวุธ รวดเร็วเหมือนหนูหรือแมลง แล้วยังโจมตีด้วยร่างค้างคาวได้ด้วย” (t/n: ได้ข่าวว่าถามถึงจุดอ่อน...)
“ท่าจะจัดการยากนะนั่น”
“พลังป้องกันก็สูงครับ ยิ่งพวกที่เลเวลสูงนี่ใช้เวทย์คำสาปหรือมนต์ที่รุนแรงขึ้นได้อีก พวกเรามีปัญหาแน่ถ้าเจอเข้ากับพวกนั้นสักตัวตอนที่ไม่พร้อม”
“ลักษณะเฉพาะอย่างอื่นล่ะ”
“พวกมันต่างจากฝูงมอนทั่วไปอย่างสัตว์ป่า โทรล หรือออร์ค แวมไพร์ฉลาดกว่ามาก พวกมันดูแลตัวเองได้ดีและรวมกลุ่มกันเพื่อตั้งแคลนได้ด้วย”
“เฮ่ย! ทำอย่างงั้นก็ได้เหรอ งั้นเราอยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า”
“ครับ”
พวกเขาเดินต่อไปอีกประมาณสิบนาทีท้องฟ้าสีแดงเหนือหัวพวกเขาขึ้นไปก็ถูกปกคลุมด้วยค้างคาวจำนวนนับไม่ถ้วน
“พวกแวมไพร์! ทุกคนอย่าประมาท อย่าลืมว่าแวมไพร์เปลี่ยนร่างเป็นค้างคาวได้”
คำพูดของวีดเพิ่มความกดดันให้กับทุกคนในปาร์ตี้ เขากำด้ามดาบแน่นขึ้น พวกเขานั่งมาบนค้างคาวตอนที่มาโทเดียมก็จริงแต่ค้างคาวที่เห็นอยู่ตรงหน้ามีจำนวนเยอะกว่าตอนนั้นมาก
แต่ว่าพวกค้างคาวไม่ได้โจมตี
“ต่อไปถ้าเห็นค้างคาวอย่าเพิ่งโจมตี ให้ยกมือขึ้นแล้วดูว่าพวกมันจะเข้ามาหารึเปล่า”
ท้องฟ้าเหนือพวกเขาเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อเหล่าค้างคาวบินผ่านไปตามทางของมัน แล้วกระจายออกไป
“คิกๆๆ”
เมแพนหัวเราะคิกคัก แต่เบื้องหลังรอยยิ้มนั่นเหงื่อเม็ดเป้งกำลังไหลลงมาตามแผ่นหลัง เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไรถ้าค้างคาวฝูงนั้นโจมตีเข้าใส่ ความรู้สึกตอนที่พวกมันเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็ดูดเลือดจนหมดตัว จินตนาการชัดเจนเป็นฉากๆ!
‘ก็เป็นรสชาติของการผจญภัยละนะ’
ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกย่างก้าวกำลังนำพวกเขาเข้าใกล้การเผชิญหน้าเข้าไปทุกที หัวใจของเขาเต้นแรงไปกับความตื่นเต้นของการผจญภัย เพราะเขาคือพ่อค้าคนแรกที่เดินทางออกจากทวีปมายังดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก!
พ่อค้าก็สนุกไปกับเกมเช่นกัน
“ฮู่ววว”
กล้ามเนื้อของนักดาบ9 หดเกร็ง เขาเป็นคนที่ตัวโตที่สุดในหมู่นักดาบ การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเปลี่ยนไขมันในร่างกายเขาให้กลายเป็นกล้ามเนื้อได้รูป เขากระหายที่จะได้ต่อสู้ อยากให้ค้างคาวพวกนั้นลงมาใกล้ๆ จะได้ทดสอบความสามารถของตัวเอง!
“เข้ามาสิวะ!”
เขากำด้ามดาบ พร้อมโจมตี! ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไปเขาก็พร้อมจะรำดาบฝ่าเข้าไปในฝูงค้างคาว และนักดาบคนอื่นๆ ก็อาจจะมีความคิดคล้ายๆ กัน เสียแต่ว่าพวกค้างคาวไม่ได้โฉบลงมา
แต่คนแรกที่โจมตีอาจจะเป็นโรมูนะ เพราะเธอเตรียมร่ายเวทย์ใส่มันแล้วถ้าค้างคาวเข้ามาในระยะโจมตี แต่พวกมันกลับบินจากไป
ปาร์ตี้ของวีดจึงเดินทางต่อไปตามทางผ่านเทือกเขาและมาถึงยังเมืองหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยบ้านเรือนที่ประดับตกแต่งอย่งาหรูหราหลายร้อยหลัง บ้านพวกนั้นมีทั้งสวนขนาดใหญ่บางหลังยังมีน้ำพุเป็นของตัวเอง บ้านพวกนั้นดูเหมือนเป็นวิลล่า ถนนหนทางถูกปูลาดอย่างดีและได้รับการดูแลให้สะอาด แต่ที่ล้อมเมืองเอาไว้กลับเป็นกำแพงหนาที่ดูเหมือนว่าไม่สามารถเจาะผ่านไปได้เลย
เล่มที่ 11 ตอนที่ 1 จบ


<a href='https://ads.dek-d.com/adserver/adclick.php?n=a6753880' target='_blank'><img src='https://ads.dek-d.com/adserver/adview.php?what=zone:696&amp;n=a6753880' border='0' alt=''></a>

3 ความคิดเห็น: