วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เล่มที่ 6 ตอนที่ 7 ปมอดีต (Past Ties)

เล่มที่ 6 ตอนที่ 7 ปมอดีต (Past Ties)

เรื่องราวของ คิงเซ็ต , กษัตริย์องค์ที่สามแห่งราชวงศ์เบลซอส ลา เดอุส นั้นสูญหายไปจากหนังสือทุกเล่มในทวีปเบอร์ซา

แต่ด้วยความโชคดีของสมาชิกกิลด์คริมสันวิง พวกเขาได้ค้นพบการกล่าวถึงสั้นๆ ถึงพระองค์ในห้องสมุดลับแห่งหนึ่ง
 “ดูเหมือนว่าอาจจะมีความลับบางอย่างเชื่อมโยงกับพระองค์นะ”
 “น่าจะนะ  ไปหาข้อมูลเพิ่มกัน”

หลังจากนั้น สมาชิกกิลด์เริ่มสืบค้นหาความจริง   พวกเขาสอบถามNPC ที่รู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ และค้นหาในทุกๆ สิ่งที่กล่าวถึงคิงเซ็ต และรวมไปถึงช่วงเวลาที่พระองค์มีชีวิตอยู่

แม้พวกเขาจะไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนักก็ตาม  แต่ดูเหมือนว่าทุกๆ อย่างจะชี้ไปที่ภารกิจขั้นสูงบางอย่าง

ในระหว่างการค้นหา  หนึ่งในสมาชิกกิลด์คริมสันวิง ได้ไปไกลถึงอาณาจักรเมอร์เซล   สถานที่ที่เขาได้พบกับท่านเคาท์เครส ผู้ตระหนี่ถี่เหนียวและเจ้าแผนการเป็นอันมาก  ซึ่งท่านเคาท์ได้มอบหมายภารกิจให้เขา
 “กษัตริย์แห่งเบลซอสนั้นมีสมบัติเหลือคณานับ  และสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็คือ  ขลุ่ยสีนิล ซึ่งสร้างจากเขาสัตว์  ถ้าเจ้าหามันพบและนำมาให้ข้าได้ละก็   ข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงาม     แต่เจ้าอย่าลืมว่า มีเพียงวิญญูชนผู้สัตย์ซื่อเท่านั้นที่ทราบถึงข้อตกลงนี้.”

ติ้ง!
ภารกิจใหม่ : เงาแห่งกษัตริย์ผู้หวนคืน
กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่  ผู้ครั้งหนึ่งเคยปกครองผืนแผ่นดินอันกว้างไกล  ได้บรรทมอยู่ในความมืดเบื้องล่าง    มีช่วงเวลาที่พลังอำนาจของพระองค์นั้นปราศจากผู้ใดเทียบเคียง  และตอนนี้สุสานของพระองค์นั้นต่างเต็มไปด้วยทองคำ เงิน และไอเทมเวทมนต์หายาก  แต่กระนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าหาญเพียงพอที่จะเหยียบย่างเข้าไป
ถ้าคุณค้นพบขลุ่ยเขาสัตว์ในสุสานของพระองค์และนำมันออกมาให้เคาท์เครส  คุณจะได้รับรางวัลอย่างงาม
ความยาก : A
รางวัล : สมบัติจากสุสานกษัตริย์
ข้อจำกัด : ห้ามใช้เวทมนต์ในสุสาน

โดยปกติแล้ว ผู้เล่นมักจะได้รับภารกิจจากการค้นพบบางอย่างที่ไม่ปกติระหว่างการล่า หรือการคุยกับNPC ซึ่งเกือบทั้งหมดมักจะเป็นการร้องขอให้หาวัตถุดิบ ปกป้องบางสิ่งบางอย่าง หรือ กำจัดมอนสเตอร์ในบริเวณที่พวกมันเข้ารบกวน
อย่างไรก็ตาม  ต้องขอบคุณโชคที่มีและการสืบค้นอันยาวนาน   ในที่สุดกิลด์คริมสันวิงก็สามารถค้นหาภารกิจลับความยากระดับ A ได้สำเร็จ
 “สำเร็จ!  นี่มันสุสานราชวงศ์โบราณ!”

พวกเขาพบสถานที่ตั้งของสุสาน และสามารถทำแผนที่ภายในนั้นได้    ทั้งกิลด์ต่างเฉลิมฉลองความสำเร็จ   แต่ก็ไม่ลืมที่จะปกปิดไว้เป็นความลับ
 “กิลด์เฮอร์มีส มีบาร์ด เรย์แล้วยังไงละ?  ถ้าทำเควสนี้ได้สำเร็จละก็  พวกเราก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้!”
เทรอส  ผู้นำแห่งกิลด์คริมสันวิง เอ่ยคำปราศรัยให้แก่เหล่าสมาชิกกิลด์

เมื่อตอนเริ่มเกมรอยัลโรดใหม่ๆ   มีกิลด์ผุดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด  แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มเสถียรขึ้น ทำให้การแข่งขันนั้นเหลือเพียงในระหว่างกิลด์ที่แข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กิลด์
แต่ไม่นานมานี้สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไปอีก  บางกิลด์นั้นขยายขึ้นจนสามารถควบคุมทั้งอาณาจักรได้  นั่นหมายความว่า เวลาแห่งการแข่งขันเล็กๆ นั้นกำลังจะมาถึงจุดจบแล้ว
นั่นคือสาเหตุที่ว่า ทำไมพวกเขาต้องค้นหาพลังอำนาจมาเพิ่มเติมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก่อนที่การเผชิญหน้าครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น  
พลังอำนาจนั้นขึ้นอยู่กับ แรร์ไอเทม , ผู้เล่นเลเวลสูง และพันธมิตรที่มีอิทธิพล   ซึ่งนั้นล้วนมาจากภารกิจที่ยากๆ ทั้งนั้น

กิลด์คริมสันวิง รวบรวมสมาชิกระดับเลเวลสูงๆ ทั้งหมดที่มี  ผู้เล่น 200 คนนั้นเลเวลมากกว่า 330  และพวกเขายังจ้างผู้เล่นอีก 50 คนที่มีเลเวลมากกว่า 350 จาก สมาคมดาร์กเกมเมอร์
ผลลัพธ์ก็คือ  กองกำลังอันแข็งแกร่งจำนวน 250 คน   และนั่นหมายความว่า หากพวกเขาล้มเหลว  กิลด์คริมสันวิงจะสูญเสียความแข็งแกร่งไปถึง 60%  ตลอด 4 วันเต็มในรอยัลโรด    ซึ่งในกรณีนี้ กิลด์อื่นอาจจะอาศัยจุดอ่อนดังกล่าวฉวยโอกาสยึดครองปราสาทของพวกเขาไป
ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุที่ทำไม สมาชิกกิลด์ถึงใช้ทุกมาตรการที่เป็นไปได้ในการปกปิดข้อมูลไม่ให้รั่วไหล   ซึ่งถึงแม้พวกเขาจะจ้างพวกผู้เล่นจากนอกกิลด์มาเสริม   แต่พวกผู้เล่นที่รับจ้างมานั้น ไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าจุดหมายคือที่ไหนและจะไปที่นั่นเมื่อไหร่


ณ วันนัดพบ   พวกเขารวมพลกันที่โบราณสถานร้างที่ซุกซ่อนอยู่ในทวีปเบอร์ซา
 “พวกเราจะขุดทางเข้าไปจนถึงซากโบราณ  ก็อย่างที่พวกนายรู้กันนะ  นี่มันเควสความยากระดับ ‘A’    ยังไงก็ระวังอย่าตายกันล่ะ  แค่ตายไปสักคนก็ถือว่าเสียหายต่อกิลด์พวกเราแล้ว ใช่ไหมเกล (Gale) ”
 “ใช่แล้วครับหัวหน้า”
 “นายนำปาร์ตี้ค้นหานะ”
 “จัดไป! ไว้ใจผมได้เลย”
เกลถูกมอบหมายให้เป็นคนสอดแนม เขาภูมิใจในหน้าที่สำคัญเช่นนี้มาก
ปาร์ตี้ค้นหานั้นประกอบไปด้วยโจรประมาณ 12 คน  พวกเขามีหน้าที่ค้นหากับดักและมอนสเตอร์ตลอดเส้นทางที่กองกำลังหลักจะเคลื่อนผ่าน กองกำลังซึ่งกิลด์มาสเตอร์นำด้วยตนเอง

พวกเขาค่อยๆ สำรวจพื้นที่อย่างค่อยเป็นค่อยไป  เหล่าผู้เล่นค่อยๆ มารวมกันในซากโบราณสถาน
โจรออกนำหน้า  ตามมาด้วยเหล่านักรบ  และพรีสในท้ายแถว
แม้ว่า พรีสจะไม่สามารถใช้เวทรักษาได้ เนื่องจากข้อจำกัดของภารกิจ  แต่พวกเขาก็อาจจะมีประโยชน์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรืออาจจะช่วยให้เหล่าพรรคพวกพ้นขีดอันตรายได้
 “ระวังตัวนะทุกคน!”
 “อย่ากระพริบตาเด็ดขาด!”

ซากโบราณสถานนั้นเป็นที่อาศัยของมอนสเตอร์ดุร้ายที่มีกรงเล็บแหลมคม  และที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยกับดักที่ซ่อนอยู่อย่างแยบยล  กับดักเหล่านี้วางอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เมตร  อีกทั้งยังเชื่อมต่อกันตลอดทาง  ซึ่งหากบังเอิญไปถูกกับดักเข้าละก็ ต่อให้เป็นผู้เล่นเลเวล 300 ก็ตามก็คงจะต้องตายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ถ้ากับดักพวกนี้ถูกนำไปติดตั้งในดันเจี้ยนธรรมดาๆ คงมีผู้เล่นเพียงน้อยนิดที่จะเลือกเข้าไปเก็บเลเวลที่นั่น  นอกจากนั้นเหล่ามอนสเตอร์ในซากโบราณสถานนี้ยังมีเลเวลค่อนข้างสูง แถมยังยากจะต่อกรอีกด้วย

ดาร์กเกมเมอร์ที่ถูกจ้างมา และทำหน้าที่สำรวจในแนวหน้านั้นตกตายเพราะกับดักเป็นจำนวนมาก  สำหรับกิลด์คริมสันวิงนั้น พวกเขาเพิ่งเสียคนไปเพียง 30 คน
 “พวกเราอย่ายอมแพ้!  จริงอยู่ที่เราสูญเสียไปเยอะ   แต่ถ้าเราถอยตอนนี้  สิ่งที่เราทำลงไปทั้งวันก็ไร้ประโยชน์ อีกทั้งพรรคพวกของเราก็จะตายไปอย่างไร้ค่า”
เทรอส พยายามกระตุ้นเหล่าผู้เล่นที่เหลืออยู่  และการเดินทางของพวกเขาในซากโบราณสถานก็ดำเนินต่อไป แม้จะมีความสูญเสียเกิดขึ้นก็ตาม
แม้ดาร์กเกมเมอร์บางคนนั้นอยากจะออกไปจากที่นี่ แต่ก็ยังพยายามอดทนอยู่ เพราะพวกเขานั้นถูกผูกติดกับสัญญา นอกจากนี้พวกเขายังมีข้อสัญญาว่าหากตายก็จะได้รับเงินค่าจ้างมากขึ้นอีกด้วย

เมื่อเหล่าผู้เล่นมาถึงซากโบราณสถานชั้นใน   พวกเขาอดประหลาดใจไม่ได้
ทางเข้าของสุสานราชวงศ์นั้นถูกปิดกันโดยประตูอันงดงามที่มีรูปของแมงป่องสีแดงสลักอยู่ และยังมีภาษาที่ไม่รู้จักจารึกไว้
เบื้องหน้าของประตูนั้นมี แท่นหินบูชาเล็กๆ
 “ใครอ่านอักษรที่จารึกอยู่บนประตูได้บ้าง?”

เมื่อได้ยินคำถามของเทรอส  นักเวทและพรีสบางส่วนขยับเข้าไปใกล้ประตู  พวกเขารู้จักภาษาโบราณในอดีตหลายภาษา และอักขระศักดิ์สิทธิ์หลายอย่าง   แต่อักขระบนประตูนั้นดูไม่คุ้นตาพวกเขาเลย
แต่โชคยังดีที่หนึ่งในนักเวทที่เก่งที่สุดในกิลด์คริมสันวิง, แซฟรอน  จำอักษรเหล่านี้ได้
 “นี่คืออักษรวารอน”
“แล้วมันต่างจากภาษานักเวทยังไงเหรอ?”
“มันมีที่มาจากอักษรรูน  แต่มักจะใช้โดยพวกชาแมนมากกว่านักเวท”
 “ใช่แล้ว การเข้ารหัสของอักษรบางตัวนั้นถูกเปลี่ยนรูปไปบ้าง   บังเอิญผมเรียนมานิดหน่อย แต่ ไม่คิดเลยว่ามันจะมีประโยชน์ตอนนี้”
 “ช้าอยู่ใยละนาย  อ่านเลยสิ”

แซฟรอน ค่อยๆ ถอดความหายของอักขระบนประตูอย่างระมัดระวัง
 “ประตูทางเข้าสู่สุสานราชวงศ์จะเปิดให้แก่ผู้ควรค่าแก่การให้นับถืออย่างแท้จริง  ตลอดชีวิตของพระองค์นั้นรักและเคารพในแมงป่อง  และผู้ที่นำรูปสลัก 7 แมงป่องมาได้นั้น  จะสามารถเปิดประตูและเข้าสู่สุสานได้”

และนี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมแท่นบูชาหน้าประตูสุสานถึงมีอัญมนีสีแดง 7 ชิ้น วางอยู่บนเชิง
 “รูปสลัก?”
สมาชิกในกองกำลังทุกคนต่างสับสน  รวมถึงเทรอส  ที่ตะลึงไปพักใหญ่   แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว และส่งข้อความกิลด์ถึงสมาชิกคนอื่นๆ ทั้งที่มาร่วมในภารกิจนี้ และรวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ที่อยู่ในทวีป  ในอาณาจักรต่างๆ เช่นกัน

 “ประติมากร   หาอาชีพประติมากรที่สามารถสร้างรูปสลักเล็กๆ ได้!”


****************************


ในตอนเช้าอันอบอุ่นและสว่างไสว     กลุ่มผู้เล่นเดินทางออกจากป้อมเซราบอร์กผ่านประตูด้านตะวันออก
 “ว้าว! เจ๋งไปเลย!”
 “ดูนั่น มีทั้งพลูโตแล้วก็ ไฮซิน”
 “และผู้นำของพวกเค้าก็คือ โอเบรอน!”
 “เยี่ยมไปเลย!  พวกเค้าต้องกำลังไปที่ราบแห่งความสิ้นหวังอีกครั้งแน่”


ผู้เล่นที่ล่าอยู่รอบๆป้อม เซราบอร์กไม่สามารถอดกลั้นความชื่นชมไว้ได้    การได้เข้าร่วมการผจญภัยที่อันตรายนั้นสำหรับพวกเค้าตอนนี้ก็เปรียบดุจดังความฝัน
 “อิจฉาอ่ะ!  เมื่อไหร่เราจะได้ไปผจญภัยแบบนั้นบ้าง?”
 “คงอีกนานแน่ๆ  ไปเถอะ ถ้าพวกเราจะเพิ่มเลเวลให้ถึงขนาดที่จะสามารถเข้าร่วมกับพวกเค้าได้ล่ะก็ พวกเราต้องไปล่าอีกเยอะ   พวกเขารับแต่ผู้เล่นที่เลเวล 250 อัพนู่น”
 “อ่อ แบบนี้นี่เอง!?  บางทีอาจจะมีคนแบบนั้นเยอะแยะไปหมดในอาณาจักรภาคกลางก็ได้นะ    แต่ในอาณาจักรนี้คงมีไม่ถึงร้อย”
 “เพราะงั้นพวกเค้าถึงเจ๋งไงล่ะ”
ปาร์ตี้ที่เป็นสาเหตุของความตื่นเต้นนี้  มุ่งหน้าไปตามถนน  พวกเขาเคลื่อนขบวนอย่างพร้อมเพรียงพลางพยักให้อย่างภาคภูมิใจให้แก่ผู้เล่นที่พบเห็น ผู้เล่นที่กำลังมองพวกเขาด้วยความชื่นชมและเคารพนับถือ

ไม่นานนัก ปาร์ตี้ก็ไปถึงชายแดนด้านตะวันออกของอาณาจักร   และผู้นำกลุ่มก็ให้สัญญาณหยุดเคลื่อนขบวน
 “แม้พวกเราจะตรวจเช็คไปแล้วครั้งหนึ่งในเมือง  แต่ผมขอให้ทุกท่านตรวจเช็คอาวุธและอุปกรณ์สวมใส่อีกครั้งหนึ่งนะ”
โอเบรอนที่ตอนนี้ยืนอยู่บนพื้นก็ตรวจสอบอุปกรณ์ของตนไปด้วย
โดยปกติ  ตำแหน่งผู้นำปาร์ตี้นั้นจะเป็นของอาชีพนักรบที่มีค่าความเป็นผู้นำสูง   การต่อสู้ภายใต้คำสั่งของผู้เล่นเช่นนั้น  ทุกคนในปาร์ตี้จะได้รับค่าประสบการณ์ และค่าสถานะเพิ่มขึ้นอีกบางส่วน
เมื่อการล่าในทุ่งหญ้าแห่งความสิ้นหวังนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะยากลำบาก   ดังนั้นนักรบที่มีประสบการณ์และเป็นที่รู้จักดีอย่างโอเบรอนจึงถูกเลือกเป็นผู้นำในครั้งนี้
 “ทุกอย่างอยู่ในสภาพดี”
 “ผมเตรียมพร้อมเสร็จแล้ว”

หลังจากรอให้สมาชิกทุกคนรายงานครบ โอเบรอนพยักหน้ารับ และออกคำสั่งให้เริ่มเคลื่อนพลต่อไป

ณ ชายแดนตะวันออกของอาณาจักรโรเซนไฮม์  มีกำแพงสูงถูกสร้างขึ้น   กำแพงนี้ปิดกั้นมอนสเตอร์ไม่ให้เข้ามา และผลักดันให้พวกมันอาศัยอยู่อีกด้านหนึ่ง    การจะผ่านกำแพงนี้ไปสู่ที่ราบแห่งความสิ้นหวังนั่นจำเป็นต้องปีนบันไดขึ้นไปด้านบนของกำแพง และค่อยๆ ไต่บันไดเล็กๆที่ซ่อนอยู่อีกด้าน ลงมาอย่างระมัดระวัง
 “ว้าว! มีสถานที่แบบนี้ด้วย...”
 “ใช้แล้ว เป็นวิวที่น่าประทับใจนะ”
ผู้เล่นที่เพิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมปาร์นี้ล่าเป็นครั้งแรกต่างกระตือรือร้นยินดี
อย่างไรก็ตาม  โอเบรอน พลูโต และ ไฮซินนั้นเพียงยิ้มเล็กน้อย
 “ไปกันเถอะ  อีกประเดี๋ยวพวกนายก็จะได้เห็นสิ่งที่น่าตกอกตกใจยิ่งกว่านี้แล้ว....”

3 คนนี้ เป็นผู้ที่ประสบการณ์มากที่สุดในกลุ่ม  พวกเขาเคยออกมามากกว่า 5 ครั้ง  และรู้ดีว่ามีอะไรรอคอยอยู่เบื้องหน้า

เมื่อปาร์ตี้เคลื่อนออกห่างจากกำแพงได้ระยะทางพอสมควร ฝูงหมาป่าไร้วิญญาณที่เลเวลไม่ถึง 200 และมีจำนวนเพียงแค่ร้อยนิดๆ ก็เข้าโจมตีผู้เล่นอย่างรวดเร็ว
โอเบรอนมองดูพวกหมาป่าอย่างใจเย็น และสั่งการ
 “จะยืนรออะไรรึ?  นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น!  นักเวท, โจมตี!”
 “บอลเพลิง!”
“คมดาบสายลม!”
“พรศักดิ์สิทธิ์!”

สมาชิกกว่า 30 คนในปาร์ตี้เริ่มร่ายเวทในทันที   เวทธาตุอันหลากหลายต่างพุ่งเข้าใส่พวกหมาป่า  และเผาผลาญ  กรีดกระชาก และระเบิดใส่มอนสเตอร์ในทันที
 “ย๊ากกกกกกกกก!”
โอเบรอนกู่ร้องสุดเสียง   เสียงตะโกนนี้คล้างคลึงกับสกิลราชสีห์คำราม  แต่แทนที่จะเพิ่มค่าจิตวิญญาณนักสู้   มันไปเพิ่มค่าพลังกายและความอึดของผู้เล่นที่อยู่ใกล้ๆ
“นักเวท เล็งใส่ตัวที่อยู่ห่างๆ และพวกที่อยู่ขอบนอก!  วอริเออร์ โจมตีได้!”

โอเบรอนนำ นักรบและพาลาดีน พุ่งเข้าสู้การต่อสู้  พวกเขาบ้างก็ถือดาบ บ้างก็ถือกระบอง
 “ระวังด้วย พวกมันมีพิษ  อย่าให้มันกัดได้นะ!  ทุกคนคอยตรวจดูหลอดเลือดหลอดมานาของตัวเองด้วย  ถ้าไม่ไหวก็ถอยไปหานักเวทกับพรีสก่อน  หากพลาดตายขึ้นมาล่ะก็ช่วยไม่ได้นะ”
โอเบรอนยังออกคำสั่งอย่างต่อเนื่อง

การต่อสู้ที่เต็มไปด้วยอันตรายเริ่มต้นขึ้นแล้ว  
มอนสเตอร์พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง   เหล่านักรบต้องคอยพยายามเอาตัวรอดและพยายามคอยกันไม่ให้พวกมันเข้าใกล้พวกนักเวทไปพร้อมๆ กัน
ทั้งดาบทั้งกระบองต่างโจมตีเข้าใส่ลำตัวของพวกหมาป่าอย่างรุนแรง   เหล่าพรีสต่างตะโกนร้องมนต์รักษา ผู้เล่นที่เป็นนักเวทนั้นก็ร่ายเวทอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด  เพียงไม่กี่นาที ทั้งปาร์ตี้ก็ต้องรับมือกับการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า

ในที่สุด  จำนวนของฝูงหมาป่าก็ลดลงมากกว่าครึ่ง   และไม่นานนักพวกมันก็ถอยหนีและหายไปอย่างรวดเร็วพอๆกับตอนขามา   ราวกับพวกมันได้รับคำสั่งของใครสักคน

 “ฮูเร่!! ชนะแล้ว!”  ผู้เล่นมือใหม่ต่างตะโกนร้องเชียร์
 “พวกเราแค่เพิ่งเข้าที่ราบแห่งความสิ้นหวังก็เจอกับมอนสเตอร์แล้ว   ถ้าไปต่อจะเจอกับอะไรอีกเนี่ย?” พวกเขาถามกันเอง
แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ   โอเบรอนนั้นแค่มองพวกเขาอย่างสงบและกล่าวขึ้นว่า
 “ทำดีแล้วทุกคน ขอบใจมาก  พวกเราจะพักกันสักเดี๋ยวเพื่อให้พวกนักเวทพื้นมานาก่อน”
หลังจากการต่อสู้อันเร่าร้อน   ปาร์ตี้ก็หยุดพักลงใกล้ๆ กับจุดที่เกิดการต่อสู้   ผู้เล่นบางคนเดินไปเก็บของที่ตกจากหมาป่าที่ตาย
 “ทำไงกับหนังพวกนี้ดี?”
 “ใช่ แล้วฟันกับเนื้อพวกนี้ด้วย?”

ผู้เล่นที่มาทุ่งราบแห่งความสิ้นหวังเป็นครั้งแรก  มองไปยังพรรคพวกผู้มีประสบการณ์มากกว่า ที่กำลังนั่งคุยบนฟื้นชิวๆ
 “ถ้านายเก็บไว้ละก็ มันอาจจะเป็นภาระทีหลังนะ” พลูโตเอ่ยขึ้น
 “ใช่ พวกหนัง ฟัน อะไรพวกเนี้ย ไม่มีค่าเท่าไหร่หรอก   นายอยากได้ก็เอาไปหมดเลย” โอเบรอนกล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตาม  หลังจากได้ยินคำพูดของโอเบรอนแล้ว ก็ไม่มีผู้เล่นสักคนที่เก็บไอเทมเหล่านั้นเลย   และบางคนที่เก็บไอเทมแล้วก็หยิบออกมาทิ้ง เมื่อได้ยินคำแนะนำของผู้มีประสบการณ์
 “น่าจะมีอะไรที่มีค่ามากกว่ารออยู่ข้างหน้านะพวกเรา  ขยะพวกนี้มันแค่เริ่มต้น”
หลังจากได้พักเล็กน้อย  ทั้งปาร์ตี้ก็เคลื่อนพลลึกเข้าไปในที่ราบแห่งความสิ้นหวัง
 “ระวังตัวไว้   เดี๋ยวพวกนายก็จะรู้แล้วว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า  ระวังให้กันด้วยแล้วจะไม่มีใครที่ต้องตาย”


เมื่อปาร์ตี้เคลื่อนห่างออกจากจุดพักได้เพียงแค่ 100 เมตร ก็ปรากฏจุดสีดำขึ้น  ณ บริเวณขอบฟ้า   มันค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น และใกล้เข้าหาปาร์ตี้ด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ
ผู้ที่สังเกตเห็นคนแรกคือนักธนู  ที่มีสายตาแหลมคม
“มอนสเตอร์!”
 “ประจำตำแหน่ง   มอนสเตอร์ใกล้เข้ามาแล้ว!”

ผู้เล่นวางแผนการต่อสู้ในรูปแบบเช่นเดียวกับครั้งก่อน   ซ่อนนักเวทและพรีสไว้หลังนักรบ , นักเวทเตรียมร่ายเวทมนตร์ของตน  , พรีสใช้ทักษะพรศักดิ์สิทธิ์ , โจรชักมีดออกมา และพยายามพรางตัวอยู่บริเวณด้านข้างของกลุ่มปาร์ตี้  ทุกคนพร้อมสำหรับการซุ่มโจมตีแล้ว

ในที่สุด  จุดดำๆ นั้นก็เข้ามาใกล้เพียงพอที่จะบ่งชี้ว่ามันคืออะไร
 “อะไรกัน?... นั่นมันออร์ค!!”
 “เป็นออร์คที่ผอมมาก...”

ออร์คตัวเล็กที่ผอมบางเห็นแต่กระดูก  แต่งชุดขาดๆ เต็มไปด้วยฝุ่นราวกับผ้าขี้ริ้ว  เข้ามาใกล้ปาร์ตี้อย่างรวดเร็ว
 “ชวิก!”
ตุบ-ตุบ-ตุบ...
 “ชวิก!”
ทุกๆ 3 ก้าว  มันก็จะส่งเสียงห้วนๆ ขึ้น ,   ด้านหลังของมันแบกถุงห่อของขนาดใหญ่สามถุงที่เมื่อกระทบกันจะส่งเสียงดังแกล๊งๆ
 “แถวนี้ไม่เคยมีออร์คมาก่อนเลยนี่นา...”
 “แล้วเจ้าตัวนี้มาจากที่ไหนกัน?”
 “แล้วมันแบกอะไรล่ะนั่น?”

มันดูราวกับเป็นออร์คตัวจ้อยที่ตัดสินใจออกท่องเที่ยว  ไม่ก็กำลังเดินทางไปสู่สถานที่ใหม่พร้อมกับขนทรัพย์สินส่วนตัวไปด้วย
ไม่มีใครในปาร์ตี้เคยพบเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน  
ในขณะที่พวกเขากำลังยืนงงและกำลังครุ่นคิดว่าเกิดอะไรขึ้น   ออร์คตัวนั้นก็เข้ามาใกล้พอที่จะเห็นหน้าชัดๆ

มันดูอิดโรยมาก   แต่ในขณะเดียวกัน สายตาของมันก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอันแรงกล้า
 “ชวิก!  ชวิก!”

มันร้องสองครั้ง  ดังพอๆ กับที่มันร้องคราวก่อน   และวิ่งผ่านปาร์ตี้ไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม โดยไม่มีการลดความเร็วลงสักวินาที
และแม้จะไม่มีใครทราบว่ามันทำแบบนั้นไปทำไม  แต่พวกเขาก็รู้สึกเห็นใจมัน   เมื่อเห็นว่าในแต่ละก้าวของมันนั้นช่างดูยากลำบากราวกับแบกภูเขาไว้บนบ่าทั้งสองข้าง

และทันใดนั้น ดวงตาของเจ้าออร์คก็ลุกวาวขึ้น  และมันก็พุ่งเข้าไปยังที่ที่ทั้งปาร์ตี้เคยทิ้งไอเทมไว้อย่างรวดเร็ว!  มันวิ่งไปตรงนั้นและเริ่มจ้ำอ้าวไปรอบๆ บริเวณ
 “มันทำอะไรอ่ะ?”
 “ให้ตายเหอะ  แม่งโคตรประหลาดเลย”
 “มันบ้ารึเปล่าหว่า”

สมาชิกปาร์ตี้ต่างยืนดูออร์คประหลาด  ที่กำลังวิ่งค้นอดีตสมรภูมิรบของพวกเขาอย่างกระจุยกระจาย  และดูเหมือนไอเทมจะสาบสูญไปในทุกๆที่ที่มันวิ่งผ่าน    มันใช้มือขวาหยิบฟันกับหนัง  ส่วนมือซ้ายหยิบเนื้อหมาป่า
และทันใดนั้น ดวงตาของมันเบิกกว้างสว่างไสวขึ้นไปอีกราวกับหมาในที่เพิ่งจะได้เพิ่งพบอาหารในรอบสิบวัน  , มันพบเหรียญเงิน 3 เหรียญ!
“ช...วิก!”  
หลังจากหยิบเงินที่ตกอยู่แล้ว  ออร์คตัวนั้นก็เริ่มวิ่งมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรโรเซนไฮม์ต่อไป พร้อมกับหัวเราะด้วยความพึงพอใจ


**************************




“เกือบถึงแล้ว” วีดพึมพำเบาๆ
แน่นอนว่าออร์คตัวนั้นก็คือเขานั่นเอง

หลังจากแปลงเป็นคาริชวิตัวน้อยแล้ว  วีดก็วิ่งข้ามทุ่งราบแห่งความสิ้นหวัง    แต่ก่อนหน้านั้นเขาได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านผู้ถูกเนรเทศ
หลังจากชักชวนเล็กน้อย  ทุกคนในหมู่บ้านก็ตกลงเข้าร่วมศึกต่อต้านกองทัพอันเดด
 “พวกเราไม่ชอบออร์คก็จริง  แต่หากอันเดดชนะล่ะก็  ทุกคนต้องตายหมดแน่  ดังนั้นพวกเราจะเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านหลังใหม่ของพวกเรา”แบล็กสมิทในหมู่บ้านแรกเอ่ยขึ้น  ก่อนจะรวบรวมนักรบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และมุ่งไปที่เทือกเขายุโรกิ

และกระบวนการเช่นนี้ก็เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหมู่บ้านอื่นๆ
โดยทั่วไปแล้ว การจะชักชวนให้พวกเขาต่อสู้กับอันเดดนั้นไม่ยากเท่าไรนัก  แต่ปัญหาหลักก็คือการเดินทาง เนื่องจากหมู่บ้านนั้นตั้งอยู่กระจัดกระจายไปทั่วทุ่งราบแห่งความสิ้นหวัง และวีดจำต้องไปเยี่ยมทีละหมู่บ้าน

 ‘เหนื่อยจริงๆ...”
วีด ผู้ซึ่งกำลังวิ่งเต็มฝีเท้าตลอดเวลากำลังเคร่งเครียดอย่างหนัก  แม้ว่าเขาจะฝึกฝนโดยการทำงานใช้แรงงานอย่างหนักมาแล้วก็ตาม  แต่สิ่งนี้ช่างเป็นความท้าทายที่ยากลำบาก  อีกทั้งวีดยังแปลงเป็นออร์คตัวเล็กแถมยังแบกถุงเก็บไอเทมกับรูปสลักออร์คเล็กๆ แต่หนักมากไว้บนหลัง  ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ ทำให้ตอนนี้เขาเริ่มไม่รู้สึกถึงขาตัวเองอีกแล้ว

แม้ในวันแรกๆ มันจะเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะแรงเขายังเต็มเปี่ยม อีกทั้งการวิ่งก็ค่อนข้างน่าสนุก เนื่องจากเขาต้องคอยหลบมอนสเตอร์โหดๆ ให้ได้! ซึ่งการท้าความตายแบบนั้นเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับวีด
ทุ่งราบแห่งความสิ้นหวังนั้นอยู่ใน ท็อป 10 สถานที่อันตรายภายในเกม ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับมันน้อยมาก และไม่มีใครรู้ว่ามีมอนสเตอร์ชนิดไหน จำนวนเท่าไหร่ และรังอยู่จุดไหนบ้าง  ที่อาศัยอยู่ในนั้น

แต่วีด มีแผนที่ของสถานที่นี้
แผนที่ซึ่งระบุพิกัดของหมู่บ้าน และสถานที่อันตรายที่ควรหลบอย่างชัดเจน  ยิ่งกว่านั้น ข้อมูลของแต่ละที่อย่างละเอียด!

วีดนั้นพยายามวิ่งผ่านบริเวณชายขอบของสถานที่อันตรายเหล่านั้น ซึ่งแม้การเดินทางเช่นนี้จะใช้เวลานาน แต่มันรับประกันความปลอดภัย
ในทางตรงกันข้าม  สำหรับคนที่ไม่รู้ข้อมูลนั้น ไม่ช้าไม่นานพวกเขาก็ต้องเดินเข้าผิดสถานที่และตายลงในการต่อสู้  และนั่นทำให้ที่ราบแห่งความสิ้นหวังนี้ถูกเล่าลือว่าเป็นสถานที่อันตรายมาก
กระนั้น แม้วีดจะรู้เส้นทาง  แต่เขาก็มีเวลาจำกัด   การต่อสู้กับอันเดดกำลังจะเริ่มในอีก 20 วันข้างหน้า  ซึ่งในระหว่างเวลานั้น เขาต้องเตรียมการให้เสร็จและรีบเดินทางกลับ

ตอนวีดยังมีแรงเต็มเปี่ยม เขาใช้วิธีวิ่งสี่ขา
ออร์คคาริชวิผอม  วิ่งผ่านที่ราบแห่งความสิ้นหวังอันแสนอันตรายอย่างรวดเร็วราวกับสายลม




วีดวิ่งเต็มเหยียดภายใต้ความกดดันเช่นนี้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน  เขาต้องคอยระวังมอนสเตอร์ที่บังเอิญเร่ร่อนผ่านมา   และถึงขนาดต้องกินไปวิ่งไป
ผลลัพธ์ก็คือ  ค่าความอึดของเขาหมดลง และเริ่มเจ็บป่วย


คุณเหนื่อยล้า

คุณปราศจากพลังกายเนื่องจากขาดการพักผ่อนเป็นเวลานาน
ค่าความอึด ค่าพลังกาย และค่าความรวดเร็วลดลง
ขอแนะนำให้คุณพัก  มิเช่นนั้นคุณจะสิ้นสติเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย


การต้องสลบเนื่องจากความเหนื่อยล้าและรอความตายจากกรงเล็บของมอนสเตอร์  จะมีอะไรน่าตลกกว่านี้อีก?   เขาอาจจะเป็นผู้เล่นคนแรกในรอยัลโรดที่ต้องตายเพราะความเหน็ดเหนื่อย

หลังจากอ่านกล่องข้อความนี้เสร็จ  วีดโกรธมาก
 “จนถึงตอนนี้ เราก็ยังทำงานหนักไม่พอสินะ?!”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา วีดคิดว่าตนเองพยายามสุดขีดความสามารถแล้ว   แต่ตอนนี้เขากลับได้รับข้อความแบบนี้!  
ตอนนี้วีดคิดถึงช่วงเวลาในรอยัลโรดที่ผ่านมาทั้งหมดของเขา และรู้สึกเสียใจต่อความเป็นไปได้ต่างๆนาๆ ที่เขาพลาดโอกาสไป
วีดตะโกนร้องออกมา
“อ๊า าาาาาาาาาาาาก!”



หลังจากนั้นฝนก็ตกลงมา
ฝนตกลงมารุนแรงราวกับพระเจ้าเจาะรูท้องฟ้าและทำให้น้ำทั้งหมดบนโลกไหลผ่านลงมา  
ฝนตกหนักไปทั่วที่ราบแห่งความสิ้นหวัง   ผืนดินที่แตกระแหงดูดซับน้ำอย่างตะกละตะกลาม   ผืนหญ้าที่เหี่ยวแห่งเริ่มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
และวีดยังคงวิ่งต่อไป

ในตอนแรก มันไม่ส่งผลอะไรกับวีดนัก  เพราะน้ำเย็นๆ กลับช่วยลดอุณภูมิให้ร่างกายอันร้อนระอุของเขาเสียด้วยซ้ำ!
แต่ยิ่งเขาวิ่งไปนานเท่าไหร่  ฝนก็ยังไม่หยุดตก
และในที่สุด วีดก็ต้องเผชิญกับเรื่องปวดใจลำดับสอง
 “อ๊าก!   อ๊ากก! อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”
ฝนตกตลอด 3 วัน 3 คืน    ผืนดินนั้นปกคลุมไปด้วย  แอ่งโคลน และแอ่งน้ำ ซึ่งนั้นเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง


วีดต้องพยายามอย่างมากในการหลบพวกมัน  แต่โชคร้ายที่การเดินทางนี้มีเขาเพียงคนเดียว และหากเขาทำผิดพลาดร้ายแรงลงไปก็ไม่มีพี่สาวคนไหนจะมาช่วยเขา
ที่ราบแห่งความสิ้นหวังกลายเป็นหนองน้ำโคลนขนาดใหญ่  ซึ่งนั่นทำให้ออร์คขาสั้นอย่างเขาเดินทางได้ยากลำบากมาก   และเรื่องที่แย่ที่สุดก็คือวีดไม่สามารถหยุดพักได้เลยเนื่องจากฝนที่ตกหนักไม่หยุด

รู้กันดีว่า สภาพอากาศในรอยัลโรดนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว   เว็บไซต์เกี่ยวกับรอยัลโรดหลายเว็บไซต์ถึงขนาดมีกรุ๊ปที่พยายามอภิปรายรูปแบบของสภาพอากาศและพยากรณ์มันเลยทีเดียว
แต่วีดนั้นกำลังเดินทางผ่านสถานที่ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก  และแน่นอนว่าแผนที่ที่เขามีนั้นเปล่าประโยชน์
 “หน้าฝน....ไม่ชอบหน้าฝนเลย! ชวิก!  หน้าร้อนก็ด้วย....เกลียดหน้าร้อน   ฤดูใบไม้ผลิกับใบไม้ร่วง ดีที่สุดแล้ว”  วีดบ่นไปวิ่งไป
วีดหกล้มไปหลายครั้งแล้ว  แต่ทุกครั้งที่เขาลุกขึ้นมาได้ เขาก็ยังคงวิ่งต่อไป

ฝนยังตกอยู่ตลอดเวลา    และพละกำลังของวีดก็ลดลงทีละน้อยทีละน้อย  แถมยังเป็นไข้อีกด้วย
 “แค่ล้านิดหน่อยแหล่ะ  ไม่มีอะไรหรอกน่า”  เขาพยายามโน้มน้าวตนเอง

เวลาก็กำลังหมดลงเรื่อยๆ ดังนั้นวีดจึงต้องเร่งรีบ  แต่ผลลัพธ์จากการละเลยไม่ใส่ใจร่างกายตัวเอง ส่งผลให้ความเร็วของเขาลดลงขึ้นไปอีก  และน้ำหนักของถุงใส่ของก็ดูราวกับจะเพิ่มขึ้นไปมาก    ใบหน้าของวีดตอนนี้กลายเป็นสีฟ้าซีดแทนที่จะเป็นสีเขียว แถมขอบตาของเขายังดำคล้ำ

คุณเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง
การฟื้นฟูค่าความอึดหยุดลง
พลังชีวิตกำลังลดลงทีละน้อย
เพื่อหลีกเลี่ยงการสิ้นสติเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย ขอแนะนำให้คุณพักผ่อนเสียเถอะ


วีดไม่อนุญาตให้ตนเองสลบในระหว่างที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมแบบนี้      เขาค้นหาในถุงเก็บของเล็กน้อย และเริ่มเคี้ยวสมุนไพรรักษาทีละชิ้น ทีละชิ้น
เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาร่างกายอันอ่อนล้าให้สามารถใช้งานต่อไปได้

ด้วยวิธีการเช่นนี้ บวกกับการกระตุ้นตัวเองอย่างต่อเนื่อง  ในที่สุดวีดก็มาถึงอาณาจักรโรเซนไฮม์ใน 6 วัน  หรือพูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ ในวันที่ 7 เขาจึงได้เห็นกำแพงของป้อมเซราบอร์ก
“ยกเลิกทักษะประติมากรรมจำแลง!”
หลังจากตะโกนร้อง    วีดก็ล้มลงในรูปกายของมนุษย์

เป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ที่วีดสามารถมาถึงป้อมเซราบอร์กได้โดยไม่ตาย  การข้ามที่ราบแห่งความสิ้นหวังนั้นเป็นวีรกรรมที่อันตรายที่สุดที่เขาเคยทำมาตั้งแต่เข้ามาเล่นรอยัลโรด   ซึ่งไม่ใช่เพราะที่นั่นเต็มไปด้วยมอนสเตอร์อันตราย แต่เป็นเพราะเขาเกือบตายจากความเหน็ดเหนื่อยนั่นเอง

หลังจากแปลงกลับมาเป็นมนุษย์  วีดนั่งลงบนฟื้นอยู่ครู่หนึ่งพร้อมกับมองไปที่ว่างเปล่าอย่างเลื่อนลอย  ในที่สุดร่างกายของเขาก็ได้พัก และเขาไม่อาจจะทำให้ตัวเองขยับเขยื้อนได้อีกแล้ว
ระหว่างนั้น เหล่าผู้เล่นที่กำลังเดินทางไปมานั้น  โดยเฉพาะสาวๆ ไม่อาจจะเมินเฉยต่อวีดได้!
 “พยายามเข้านะคะ...”
 “มีชีวิตต่อไปนะคะลุง อย่าละทิ้งความหวัง!”
“…”

เงินเหรียญแล้วเหรียญเล่า  หล่นลงบนพื้นเบื้องหน้าวีด   และเมื่อได้ยินเสียงกริ๊งๆ อันหวานหูของเงินแบบนั้น   แล้ววีดจะเอ่ยปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่ขอทานได้อย่างไร  ดังนั้นเขาจึงรวบเหรียญเหล่านั้นรวมเป็นกองเงียบๆ
‘3 เงิน 14 ทองแดง’

มีครั้งหนึ่ง สมัยวีดยังเรียนหนังสืออยู่  เขาเอาเงินเดือนเล็กน้อยๆ ที่รัฐจ่ายให้ไปใช้เพื่อน้องสาวของเขา ทำให้ตอนนั้นเขาไม่มีอะไรจะกิน ดังนั้นเขาจึงมักจะกินอาหารที่หมดอายุที่ถูกทิ้งอยู่บ่อยครั้ง    สำหรับคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนั้นแล้ว    เงินทุกๆ เหรียญย่อมมีค่าเสมอ
 “โอ๊ะ โอ...”

ในที่สุดวีดก็ฝืนบังคับตัวเองลุกขึ้น  แม้ขาจะยังสั่น และร่างกายยังอ่อนล้าก็ตามที
ณ จุดนี้ ๆ ทำให้เขารู้สึกว่า รอยัลโรดนั้นสร้างได้ดีเกินไป  วีดนั้นไม่ใช่แค่เหนื่อยกายอย่างเดียว  จิตใจเขาก็เหนื่อยล้าเช่นกัน   การวิ่งตลอด 7 วันติดกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้  และถ้าเขาไม่ได้ใช้ทักษะวิ่งสี่ขาละก็   มันคงต้องใช้เวลานานกว่านี้
วีดสั่นหัว และค่อยๆ มุ่งไปที่กำแพงเมือง เขาตกลงนัดหมายกับเมแพนที่น้ำพุจตุรัสกลางเมือง
เมื่อไม่นานนี้   อาณาจักรโรเซนไฮม์นั้นเริ่มมีผู้เล่นมากขึ้นกว่าแต่ก่อน  ซึ่งตอนนี้จำนวนประชากรถือได้ว่าไม่ต่ำกว่าอาณาจักรศูนย์กลางสักเท่าไหร่
อาณาจักรชายแดนอื่นๆ ต่างทราบดีว่าประชากรของโรเซ็นไฮม์นั้นกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนว่าสาเหตุก็คือประติมากรรมสฟิงซ์ยักษ์นั่นเอง  ซึ่งมันไม่เพียงแค่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟู แต่ยังช่วยเพิ่มค่าสถานะอื่นๆ อีกด้วย  ยิ่งกว่านั้นยังทำให้ล่ามอนสเตอร์ใกล้ๆ ได้ง่ายขึ้น
แน่นอนว่า สถานการณ์คงไม่เป็นเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

 ‘เมื่ออาณาจักรอื่นหาประติมากร , นักวาดภาพ และศิลปินของตนเองได้  พวกผู้เล่นก็จะเริ่มกระจายตัวอีกครั้ง’
เพราะประติมากรรมสฟิงซ์ ทำให้ผู้เล่นหลายคนเลือกอาชีพประติมากร และอีกไม่นานผลงานชั้นดี และระดับมาสเตอร์พีชก็จะปรากฏในอาณาจักรอื่นๆ ซึ่งหลังจากนั้น โรเซนไฮม์ก็จะเสียความได้เปรียบไป

“วีด! ผมอยู่นี่”
วีดจดจ่ออยู่กับความคิด จนไม่ทันสังเกตว่าตนเองได้มาถึงจัตุรัสกลางเมือง สถานที่ที่เขานัดเมแพนไว้  เมแพนโบกมือไปมา พยายามเรียกความสนใจจากเพื่อนของตน

 “ว้าว! ไม่เจอกันนานเลยนะ  เอ้านี่ ผมเตรียมสิ่งที่คุณขอไว้แล้ว”
สมกับเป็นพ่อค้า เมแพนเตรียมของไว้ครบถ้วน

“ลูกธนูเงิน 2 ล้านลูก , อาวุธกับแร่เงินที่พอจะเอาไปหลอมเป็นอาวุธที่ต้องการได้ 60,000 ชิ้น”
เกวียนสิบเกวียนที่เต็มไปด้วยสินค้า

“ผมพยายามหาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว  สุดท้ายเลยจ่ายไปทั้งหมดแค่ 65,000 เหรียญทอง  แม้เราจะตกลงกันที่ 70,000 ก็ตาม แต่คุณวีดจะจ่ายตามราคาจริงก็ได้นะครับ  หรือจะลงบัญชีคุณวีดไว้ก่อนดี?” เมแพนกล่าวอย่างระมัดระวัง
ตามความสัตย์จริง  แมแพนนั้นสำนึกในบุญคุณวีดมาก เพราะวีดนั้นแนะนำเขาให้ปาร์ตี้เพล และพวกนักดาบ ซึ่งนั่นช่วยทำให้เขาสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ อีกทั้งการซื้อขายครั้งนี้ยังทำให้เขาเพิ่มทักษะเทรดดิ้งได้พอสมควร
ดังนั้นเขาจึงคิดว่าจะต้องลดราคาให้วีดบ้าง หรือไม่ก็เลื่อนการจ่ายออกไปทีหลัง

อย่างไรก็ตาม  วีดส่ายหัวปฏิเสธ
 “7 หมื่น แหละ ผมจ่ายสด”
 “โว้ว! จริงเหรอครับ?”
เมแพนรู้ว่าวีดนั้นมีกระเป๋าเงินลับอยู่  แต่เขาไม่คิดว่าวีดจะรวยขนาดนี้!
แต่ทันใดนั้นเขาก็เริ่มฉุกคิดและกังวล   เพราะนี่คือเพื่อนเก่าของเขา วีด , บุรุษผู้ไม่มีวันขยับแม้สักนิ้วหากไม่มีเหตุผลดีๆ
และก็เป็นไปตามที่เมแพนคาดการณ์ , วีดเอ่ยต่อไปว่า

 “แต่จะจ่ายต่อเมื่อนายขนมันไปสถานที่หนึ่ง   ถ้าถึงที่นั่นแล้ว ผมจะจ่ายให้เต็มจำนวนเลย”
“…….”

แมแพนถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาคิดว่าตัวเองโชคดีแล้ว ที่แค่ต้องรับผิดชอบแค่เรื่องขนส่ง  เพราะคงไม่มีทางที่วีดจะสามารถเคลื่อนสินค้าจำนวน 10 เกวียน พวกนี้ได้
 “แล้วจะให้ขนไปที่ไหนเหรอครับ?”
 “ที่ราบแห่งความสิ้นหวัง”
“……..”
 “พูดให้ชัดเจนก็ เทือกเขายุโรกิ”
“……….”
 “แล้วก็ต้องถึงภายใน 10 วันนะ”
 “บ้าที่สุด!”

การที่เมแพนโกรธนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้! เขาเกือบจะระเบิดต่อหน้าวีดแล้ว  แต่เมื่อวีดมอบอาวุธลับให้เมแพน [แผนที่ ที่ราบแห่งความสิ้นหวัง!] ซึ่งทำให้ทุกคนที่ครอบครองสามารถหลบหลีกจุดอันตรายและไปถึงที่หมายสำเร็จ ด้วยการไปตามเส้นทางที่ปลอดภัย  ทำให้เมแพนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตกลง  นอกจากนั้น...
‘หมู่บ้านผู้ถูกเนรเทศ....นี่มันโอกาสที่เราจะได้ยกระดับทักษะเทรดดิ้ง!’

หากเมแพนสามารถเจรจาค้าขายได้ดีในหมู่บ้านที่ยังไม่เคยมีพ่อค้าแม่ค้าคนไหนเคยมาก่อนล่ะก็  เขาย่อมได้รับค่าประสบการณ์จำนวนมากและยังจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำอีกด้วย
เมแพนนั้นจินตนาการถึงชื่อเสียงและความร่ำรวยที่จะได้รับ
 “ถ้างั้น ผมคงต้องรีบแล้วล่ะ”

หลังจากเมแพนบอกลาวีด   เขาก็รีบไปตรวจเช็คเกวียนขนของ และเร่งรุดไปยังที่ราบแห่งความสิ้นหวังในทันที
ส่วนวีดนั้นเลือกเส้นทางอื่น  การจะเดินทางโดยอาศัยจุดวาร์ปนั้น มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนน้ำหนักอยู่ คือเท่าที่จะสามารถแบกได้เท่านั้น  ดังนั้นมันจึงไม่ตรงตามความประสงค์ของเขา  นอกจากนั้นวีดยังต้องการไปเยี่ยมเยือนหมู่บ้านผู้ถูกเนรเทศที่เหลืออีกด้วย  ดังนั้นหลังจากไปติดต่อร้านค้าบางร้านและเตรียมตัวพร้อมแล้ว  วีดจึงไปที่คอกม้า  และซื้อม้ามาหนึ่งตัว  จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าไปที่ประตูเมือง


*******************************


จู่ๆ จัตุรัสกลางเซราบอร์กก็สว่างวาบขึ้นเนื่องจากแสงจากจุดวาร์ป และมีผู้เล่นสองคนก้าวออกมาจากที่นั่น
หญิงงามในชุดแดง  และมังค์หัวล้าน
 “เธอบอกว่าที่นี่มีประติมากรงั้นเหรือ” – มังค์ชายถามเพื่อนร่วมทางเงียบๆ
 “ใช่  นายไม่ได้อ่านกระทู้เหรอ?  ข่าวออกจะดังครึกโครมเกี่ยวกับการก่อสร้างประติมากรรมที่นี่.....”
“ฮึ! ยังกับชั้นว่างมากยังงั้นละ  จริงๆ แล้วที่เราต้องมาอาณาจักรบ้านนอกนี่ก็เหลือเกินแล้วนะ!  ถ้าไม่ใช่เพราะเควสบ้าบอนั่นละก็...”
 “ฮ่าๆ ใจเย็นน่า  อีกไม่นานมันก็จบแล้ว  ไปกันเถอะ  แล้วนายจะได้สิ่งที่ต้องการ”

ไซคี และ มาโก้ เดินคุยกันไปรอบเมือง  ไซคีนั้นเป็นหญิงสาวในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีแดงโออ่า ส่วนมาโก้ นั้นเป็นมังค์ในชุดนักบวชสีเหลืองเรืองรอง
 “หืมมมม....สองคนนี้มัน....”
 “แม่มดกับนักบุญ”
“พวกเขามาทำอะไรในโรเซนไฮม์?”

ผู้เล่นคนแล้วคนเล่าต่างเริ่มถกประเด็นกันเสียงดังเกี่ยวกับสองคนนี้  ทั้งคู่เป็นผู้เล่นที่ได้เข้าสู่หอเกียรติยศของรอยัลโรด  ดังนั้นจึงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเกม
ไซคีและมาโก้นั้นเคยชินกับการตอบสนองแบบนี้จากผู้เล่นคนอื่นแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยใส่ใจ และแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้โชว์พลังอะไรเลยก็ตามที แต่ดูเหมือนผู้เล่นคนอื่นๆ ที่จ้องมองพวกเขาอยู่นั้นจะประทับใจเสียจนราวกับว่าไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำไม่ได้
 “ไซคี  เธอจำเกมที่เราเคยเล่นก่อนหน้านี้ได้ไหม?”
“หืม?”
“ชั้นอยากรู้จังว่า ตอนนี้ชายคนนั้นจะทำอะไรอยู่”
 “อีกแล้วเหรอมาโก้ นายหมายถึงวีดคนนั้นอ่ะนะ?”
 “ใช่ เจ้าเลวนั่นละ   มันเป็นคนเดียวที่เหนือกว่าฉันแถมยังทำให้ฉันต้องขายหน้าด้วย”

ผู้เล่นเก่งๆ ในเกม [Continent of Magic]  นั้นกำลังโลดแล่นอยู่ในเกมรอยัลโรด  และเกือบทั้งหมดต่างกำลังตามหาวีด
ไม่นานมานี้  ความลับที่เก่าแก่จนแทบจะขึ้นสนิมของเกม [Continent of Magic] นั้นถูกเปิดเผยขึ้นเพราะวีด  ผู้มักจะออกล่าเพียงลำพังในสถานที่อันตรายที่สุดในเกม  และแน่นอนว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักวีด
มาโก้และไซคีนั้น ก็เหมือนคนอื่นๆ ที่กระตือรือร้นไล่ตามรอยเท้าของวีด   หลายครั้งที่พวกเขามองการล่าของวีดอยู่ห่างๆ  และสิ่งที่พวกเขาได้เห็นนั้นก็คือ  วีดที่ต่อสู้ราวกับชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย

เมื่อวีดเข้าสู่ดันเจี้ยน  สิ่งที่เขาทำคือการไล่สังหารมอนสเตอร์ทุกตัวในนั้น   เมื่อวีดเข้าต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่ได้ชื่อว่าอันตรายที่สุดในเกม เขาจะยิ่งต่อสู้อย่างดุดันรุนแรงและมีประสิทธิภาพ   ผู้เล่นที่ตามเขาไปนั้นต่างตัวสั่นไปด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นการฟาดฟันสังหารมอนสเตอร์ที่เกิดขึ้น
ในตอนนั้น วีดถูกมองว่าเป็นผู้เล่นที่อันตรายที่สุด และเป็นผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด , บุรุษผู้ไม่มีวันยอมแพ้และมีแต่จะเก่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ   เขาต่อสู้และไม่เคยพ่ายแพ้  นั่นคือสาเหตุว่าทำไมทุกคนถึงเรียกเขาว่า อัศวินดำ (Dark Knight)
.
.
.

ไซคีและมาโก้มาถึงประตูตะวันออก
 “ตามข้อมูลที่ได้มา   มีคนพบเห็นประติมากรครั้งสุดท้ายที่นี่”
 “คนนั้นใช่ไหม!”
ไซคีชี้ไปที่วีด  ที่กำลังขี่ม้าอยู่
.
.
หลังจากเผชิญปัญหามากมายตลอด 7 วัน ที่ผ่านมา  วีดตัดสินใจว่าขากลับ เขาจะอาศัยเครื่องทุนแรง
ที่ราบแห่งความสิ้นหวังนั้นมีฝูงม้าป่าเล็กๆ อยู่  แต่มีเพียงผู้เช่นบางอาชีพ เช่นอัศวิน หรือนักรบรับจ้างเท่านั้นที่สามารถฝึกมันให้เชื่องได้ และพวกเขายังสามารถทำให้ม้าวิ่งเร็วขึ้นได้อีกด้วย
แต่อาชีพประติมากรนั้นไม่มีทักษะเกี่ยวกับม้าเลย   ขนาดดรูอิดยังสามารถใช้ทักษะ ‘จิตวิญญาณหมาป่า’ และบาร์ดยังสามารถร้องเพลงได้
แต่ประติมากรนั้น......
 ‘อาชีพที่จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทำงานอย่างหนัก’

เพียงแค่เดินทางข้ามที่ราบแห่งความสิ้นหวังแค่ครั้งเดียว   ก็ทำให้วีดเข้าใจถึงอาชีพประติมากรอย่างแท้จริง
 ‘ไฮ๊ย่ะ!  ไหนดูซิ แกจะวิ่งได้เร็วแค่ไหน!’
เมื่อวีดกำลังจะเริ่มควบม้าวิ่ง จู่ๆ ก็มีผู้เล่น 2 คน ขวางทางไว้
หญิงสาวในเสื้อคลุมแดง และมังค์หัวโล้น
 “คุณเป็นประติมากรใช่ไหม?”
 “อืม.....นั่นละอาชีพผม  ต้องการอะไรจากผมรึเปล่า?” วีดถามอย่างระมัดระวัง
เขาไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยากโดยไม่จำเป็น  อีกทั้งเขายังไม่มีเวลาสำหรับมัน
ไซคียิ้มกว้างและเอ่ยต่อไป
 “หมายความว่าฉันเดาถูก คุณนั่นเอง ที่สร้างพีระมิด  คุณลุงช่วยแกะสลักรูปแมงป่องเล็กๆ ให้พวกเราหน่อยจะได้ไหม?”
“คงไม่ได้หรอก  ดูเหมือนคุณจะเคยซื้อของจากผมมาก่อน  แต่โชคร้ายที่ผมไม่ทำของที่ระลึกอีกแล้ว”
วีดไม่มีเวลาพอจะทำเพื่อเหรียญเงินเพียงไม่กี่เหรียญอีกแล้ว  ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจโกหกไป
แม้วีดจะยินดีเสมอหากได้กำไรเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยก็ตามที แต่ตอนนี้เขามีภารกิจสำคัญรออยู่  ภารกิจซึ่งจะนำมาซึ่งรางวัลอย่างงาม
 “แต่พวกเรามีเรื่องจำเป็นจริงๆ นะ พวกเราต้องการรูปสลักนั่นตอนนี้ ช่วยเราหน่อยได้ไหม?”
“ผมขอโทษ แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้หรอก  ลองถามประติมากรคนอื่นดูนะ”
วีดปฏิเสธในทันที   และแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ต้องการต่อบทสนทนาอีกต่อไป
แต่ไซคี ซึ่งเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่เป็นไปตามแผน  จึงยื่นอัญมณีเล็กๆ ให้เขา
“พวกเราลองไปคุยกับประติมากรคนอื่นดูแล้ว  เขาบอกว่าเราต้องใช้ประติมากรที่มีเลเวลทักษะขั้นกลางเท่านั้นจึงจะสามารถแกะรูปสลักที่พวกเราต้องการได้”

ช่างโชคร้ายสำหรับวีด  สถานการณ์ยิ่งยุ่งเหยิงขึ้นไปเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ปล่อยให้วีดไปง่ายๆ แน่
 “ทักษะผมยังไม่ดีขนาดนั้น แถมผมกำลังรีบ”
“พวกเรารู้ว่ามันเป็นคำร้องขอที่ยาก  ดังนั้นถ้าคุณตกลงช่วยพวกเราละก็  เราจะให้อัญมณีนี้เป็นของตอบแทน”

แสงสะท้อนจากทับทิมสีแดงสด ดึงดูดความสนใจของวีด  เขาเคยมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับอัญมณีมาก้อน  ดังนั้นเขาจึงประเมินมูลค่าของมันได้โดยง่าย
 ‘เราน่าจะขายมันได้ในราคา 400 หรือถ้าพยายามอีกนิดอาจจะถึง 500 เหรียญทอง’

ความเศร้าจากการใช้จ่ายเงินไป 70,000 ทอง นั้นทำให้ความโลภของวีดที่มีอยู่ยิ่งเพิ่มพูน
วีดโดดลงจากหลังมาอย่างรวดเร็ว  เขายิ้มและกล่าวว่า
“พวกคุณรอผมแป๊ปเดียว   เดี๋ยวผมทำให้ตอนนี้ล่ะ  ไว้ใจผมได้เลย!”  

ไซคีและมาโก้ หันไปมองกันเองอย่างงงๆ
ทันทีที่พวกเขาพูดถึงของตอบแทนเป็นอัญมณี   ทัศนคติของประติมากรคนนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! เขาดูราวกับเป็นหนุ่มขึ้นมาทันที!  ทั้งสองคนไม่เคยเห็นพฤติกรรมแบบนี้ในเกมมาก่อน
 “พวกเราต้องการรูปสลักแมงป่องจำนวนเจ็ดชิ้น คุณทำตอนนี้ได้เลยไหม?”
 “หืม....7 ชิ้นงั้นเหรอ?”
 “เยอะไปเหรอคะ?”
ไซคีมองวีดด้วยท่าทีเป็นกังวลเล็กน้อย    ซึ่งวีดตอบกลับเธอด้วยท่าทีเศร้าสร้อย
“คุณก็รู้  ผมเป็นศิลปิน  ผมชื่นชมศิลปะ  นั่นคือสาเหตุที่ผมมาเป็นประติมากร  แม้จะเป็นเพียงการแกะสลักงานชิ้นเล็กที่เหมือนๆ กันก็ตาม แต่ผมก็จำเป็นต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของมัน ซึ่งนั่นผมคงต้องใช้เทคนิคพิเศษ”

วีดกล่าวไปเช่นนั้นด้วยตาใสแป๋วราวกับเป็นบุรุษที่ซื่อสัตย์ที่สุดในโลก  ซึ่งมองแล้วราวกับเขาเป็นผู้เล่นที่มีศีลธรรม , ผู้ที่อุทิศชีวิตให้แก่ศิลปะ
วีดผู้เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มามากมาย  กลายเป็นสุดยอดนักแสดงเสียแล้ว
“โอ้! ฉันลืมนึกไปเลย  ถ้าอย่างนั้น หากคุณแกะสลักให้ล่ะก็ พวกเราจะเพิ่มอัญมณีอื่นๆ เป็นรางวัลให้  คุณสามารถแกะมันจากวัตถุดิบนี้ไหม?”

ไซคีหยิบหินสีแดง 7 ก้อนออกมา  พร้อมกับสอดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง
ส่วนมังค์หนุ่มเลื่อนมือไปจับที่ด้ามดาบ  ถ้าพวกเขาจับการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ผิดปกติได้ล่ะก็  พวกเขาจะกำจัดวีดในทันที
แต่วีดทำเพียงแค่จ้องมองไปที่หินพวกนั้น
 ‘การแกะมัน สิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ก็คือระดับทักษะขั้นกลาง  บวกกับมีดของซาฮับ  เราคงทำงานชิ้นนี้ได้ง่ายๆ’

ไม่แปลกเลยที่ประติมากรคนอื่นจะปฏิเสธงานนี้  เพราะการแกะอัญมณีของสองคนนี้โดยอาศัยแค่ระดับทักษะขั้นต้นนั้นอันตรายมาก
“แน่นอน ผมทำได้  รอแป๊ปเดียว  ผมจะสร้างแมงป่องที่เจ๋งที่สุดในโลกให้ดู”
วีดทำตัวผ่อนคลาย แต่ภายนอกนั้นจะเห็นว่าเขาตั้งสมาธิอย่างแรงกล้า และเริ่มทำงาน
หากเป็นไปตามปกติ ก็คงจะมีผู้เล่นที่สนใจใคร่รู้มายืนดูเขา  แต่ครั้งนี้ ไซคีและมาโก้นั้นขับไล่ความสนใจที่ไม่ต้องการออกไป
 “นี่ มาโก้...”
 “อะไรเหรอ?”
 “นายคิดว่าเขาจะมาเล่นเกมนี้ด้วยไหม?  ฉันหมายถึงวีดน่ะ”
มือที่คล่องแคล่วของวีดหยุดชะงักไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนนะเริ่มแกะสลักต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะมีใครมาพูดถึงเขา! พวกเขาคงพูดถึงคนอื่นที่มีชื่อเหมือนกัน
“หืมมมม น่าจะเป็นไปได้  ได้ยินมาว่า วีดขายไอดีเกม [Continent of magic] แล้วย้ายมาที่นี่  แล้วก็ยังมีข่าวลือว่าเขาไม่ได้เล่นเกมนี้ธรรมดาๆ แต่ยังกลายเป็นพาลาดีนของภาคีแห่งเฟรย่า แน่นอนว่าก็เชื่อมากไม่ได้หรอก แต่..”
“อะไรนะ เค้าสำนึกในความผิดแล้วตัดสินใจมุ่งเข้าสู่ด้านสว่างงั้นเหรอ?   อดีตอัศวินดำที่ทำลายทุกอย่างที่ขวางทางราวกับเครื่องจักรสังหารนั่นน่ะนะ?!”

มือของวีดเริ่มจะสั่นเล็กน้อย  เขาแอบชำเลืองมองใบหน้าของสองคนนี้
มาโก้ พูดกระซิบค่อยๆ
 “ชั้นอยากเจอเจ้านั่นเหลือเกิน...”
 “ชั้นรู้ มาโก้  เมื่อสองปีก่อน ตอนที่นายมาเริ่มเล่นเกมนี้ นายเอาแต่เสียใจที่อดฆ่าวีดในเกม[Continent of magic]
 “ใช่....ฉันอยากเป็นคนที่ทุกคนยกย่องว่าแข็งแกร่งที่สุด”
“ชั้นเข้าใจนายนะ  ทุกคนที่ประสบความสำเร็จในเกม [Continent of magic] ย่อมต้องมีความรู้สึกแบบนั้น”
 “ใช่เลย! การได้เอาชนะผู้เล่นระดับท็อบ การได้ยึดครองตำแหน่งของมันและทำให้มันรู้สึกทุกข์ทรมาน ไม่ว่าใครก็คงอยากมีความรู้สึกแบบนั้น
ถ้าเจ้านั่นอยู่ที่นี่, ชั้นหวังว่าจะได้พบมัน  ไม่ใช่สิชั้นต้องพบมันให้ได้!  แม้ทวีปจะกว้างก็ตาม แต่เส้นทางของเราต้องมาบรรจบกันสักวันล่ะน่า”
 “แล้วนายจะทำอะไรถ้าได้พบวีดล่ะ?“
 “โอ้, ชั้นก็จะทักทายเค้าอย่างร่าเริงไงล่ะ  มันต้องน่ายินดีสุดๆ โฮะ โฮะ โฮะ!”

ไซคียิ้มเหอะๆ ใส่มาโก้
“ชั้นก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน  ถ้าได้พบเค้าล่ะก็ ชั้นจะต้อนรับเค้าอย่างดีเลย”
 “ใช่ พวกเราควรฆ่าเค้าอย่างน้อยสักพันครั้ง”

มือของวีดเคลื่อนที่อย่างว่องไวจนแทบจะมองไม่เห็น  จนเหลือเพียงแสงสะท้อนจากมีดของซาฮับที่เปล่งออกมาเป็นครั้งๆ
 “คุณประติมากร ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้...”
 “ไม่เป็นไร...”

วีดพยายามแกะสลักให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ และส่งมันให้ไซคี
 “คุณทำได้เยี่ยมเลย”

เธอพยักหน้าอย่างพอใจ และยื่นของตอบแทนที่ตกลงกันไว้ให้แก่วีด จากนั้นก็หัดไปหาคู่หู
 “พวกเรากลับได้ซะที”
 “ใช่  รีบไปกันเถอะ”
มาโก้และไซคีกล่าวลาประติมากร และหันหลังเดินจากไป

เมื่อพวกเขาจากไปไกล  วีดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

“ฟิ้ววว! เราไม่ควรจะบอกใครว่าเคยเล่นเกม [Continent of magic] มาก่อน
วีดนั้นถูกเกลียดชังมากพอๆ กับ ชื่อเสียงที่เลื่องลือของเขา  อย่างไรก็ตาม วีดนั้นจัดการกับทุกๆ คนเคยโจมตีเขาอย่างไร้ความปราณี

เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับไซคีและมาโก้มาก่อน      และนั่นต้องขอบคุณเกมเสมือนจริง   ที่ทำให้เขาสามารถได้เห็นใบหน้าของผู้คนที่อาจจะกลายมาเป็นศัตรูอันเลวร้ายของเขาได้ในอนาคต


เล่ม 6 ตอน 7 จบ

**********************


<a href='https://ads.dek-d.com/adserver/adclick.php?n=a6753880' target='_blank'><img src='https://ads.dek-d.com/adserver/adview.php?what=zone:696&amp;n=a6753880' border='0' alt=''></a>

1 ความคิดเห็น: