วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เล่มที่ 9 ตอนที่ 9 เข้าจู่โจม (Raid)

เล่มที่  9 ตอนที่ 9 เข้าจู่โจม (Raid)

ต้องขอบคุณผลจากรูปปั้น “คู่รักที่อบอุ่น (Warm Lovers)” ที่ทำให้วีดต้านทานอาการไข้ได้ แม้ยังคงมีไข้เหลืออยู่บ้างแต่อาการของเขาก็ไม่ได้แย่ลงไปกว่านี้
การล่าหลังจากนั้นก็ง่ายขึ้นมาก เขา อัลเวรอนและซอยูนต่อสู้กับไอซ์โทรล (Ice Troll)นานต่อเนื่องเกือบ 50 วัน
 “ฆ่าพวกมันไม่หมดไม่สิ้นซักที”
ไอซ์โทรลมีความสามารถในการฟื้นตัวที่น่ากลัวมาก ถ้ามีชิ้นส่วนใดถูกตัดไปมันจะงอกขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว และเมื่อเลือดของพวกมันลดต่ำลงก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ฟื้นฟูขึ้นใหม่
การต่อสู้กับพวกมันด้วยคนเพียงหนึ่งหรือสองคนก็เหมือนการต่อสู้กับกองทัพที่ไม่สามารถเอาชนะได้ แต่ยังดีที่ที่นั่นมีหน้าผาและไอซ์โทรลก็ไม่สามารถปีนลงมาได้
 “ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำไมภารกิจถึงมีระดับที่ยากนัก”
เมื่อคราวต่อสู้กับกองทัพอมตะเขาใช้ข้อมูลที่มีในการต่อสู้กับพวกมัน แต่กับพวกไอซ์โทรลที่มีระดับความเก่งกาจต่างกันมากทำให้การต่อกรกับพวกมันยากยิ่งกว่า
วีดจึงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์
 “มันยากไปถ้าเราจะแยกกันสู้กับพวกโทรล  ต้องให้พวกไวเวิร์นบินขึ้นไปจับไอซ์โทรลลงมาและมาหย่อนลงตรงนี้”
ให้เหล่าไวเวิร์นจับไอซ์โทรลลงมาจากหน้าผาครั้งละตัว
 “เราคงได้เลือดไอซ์โทรลมาทำโพชั่นเพิ่มเลือดเยอะเลย !”
เชือดและรีดเลือด !
ด้วยสัญชาตญาณของวีดทำให้เขาสร้างกลยุทธ์อันยอดเยี่ยมนี้ขึ้นมาได้
 “จงฟัง พวกเจ้าต้องไปเอาตัวพวกโทรลมาที่พื้นที่ที่แยกไว้แล้วพวกข้าจะจัดการพวกมันเอง !
วีดเองนั้นเชี่ยวชาญการทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กแล้ว  จากการประสานงานของพวกเขาและการตกจากที่สูงทำให้ขวัญและกำลังใจของมอนสเตอร์ตกลงอย่างรวดเร็ว
ไอซ์โทรลไม่เหมือนพวกมอนสเตอร์ประเภทอื่น  พอทำให้พวกมันอยู่รวมตัวกันไม่ได้แล้ว การล่าพวกมันก็ง่ายขึ้นมาก พวกเขาจับมันมาแล้วก็ฆ่ามันก่อนที่พวกมันจะได้ฟื้นฟูพลังชีวิต
 “เคล็ดมีดสลักแสงจันทร์ !”
วีดยกดาบขึ้น
พวกไอซ์โทรลถูกจัดการด้วยดาบอันสวยงาม  ตอนนี้สถานการณ์การต่อสู้เปลี่ยนไปแล้ว
ดูเหมือนจะไม่ยุติธรรมเท่าไร เขาฆ่าพวกมันก่อนที่พวกมันจะได้ใช้ความสามารถในการฟื้นฟูพลังชีวิต
 “คู้วววววววว!”(เสียงคำรามของไอซ์โทรล)
ขนาดพวกมันกำลังจะตาย ไอซ์โทรลยังมีแรงฮึดเหวี่ยงขวานหมายจะสับที่เท้าของพวกเขา
วีดตะโกนโดยไม่สนใจการโจมตีที่กำลังมา
 “หลับตาอดทน!”
เขาหลับตารับการโจมตีจากไอซ์โทรล
ถ้าคุณไม่ลองคาดคะเนในการต่อสู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร การจะเอาชนะก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย นี่เป็นวิถีการต่อสู้ของวีด
การดักทางมอนสเตอร์ได้อย่างรวดเร็วและเฉียบขาด!
 “ย้าก! ตาย ข้าจะฆ่าเจ้า!”
เขาเหวี่ยงดาบในมือด้วยดวงตาที่ปิดอยู่
มันดูเหมือนเป็นการกระทำอันโง่เขลาที่แม้แต่พวกมือใหม่ก็ยังไม่ทำเช่นนี้
นี่เป็นการกระทำไม่ควรทำที่สุดในการต่อสู้
ส่วนการโจมตีด้วยดาบของซอยูนจะทิ้งประกายสีดำไว้เบื้องหลังอยู่เสมอ
มันเป็นการโจมตีของนักรบคลั่งในการพิฆาตไอซ์โทรล
อาชีพที่แข็งแกร่งดั่งมัจจุราชและกระหายเลือด !
ในการต่อสู้ระยะสั้นนั้นความแข็งแกร่งของพวกเขาอาจจะยังไม่แสดงให้เห็นนัก  แต่ยิ่งการต่อสู้ดำเนินไปนานมากขึ้นเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น  พูดง่ายๆเลยก็คือเธอสามารถลืมความเจ็บปวดได้ในระหว่างการต่อสู้แม้จะเพียงช่วงเวลาสั้นๆ
แม้ใบหน้าของซอยูนจะปรากฎร่องรอยอันคร่ำเคร่งจากความยากลำบากในการต่อสู้ แต่เธอก็ไม่เคยหันมามองทางวีดเลย
 ‘อย่า อย่า อย่ามอง…”
เธอไม่ต้องการให้วีดเห็น
เขาจะต้องหัวเราะแน่ๆถ้าเห็นการต่อสู้ของเธอ ด้วยเหตุนี้เธอจึงเบือนหน้าหนีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ขณะต่อสู้ด้วยการหลับตา วีดหันหน้าไปทางซอยูนที่กำลังสู้อยู่
เมื่อใดที่เลือดของพวกไวเวิร์นและปิงหลงลดต่ำลงอัลเวรอนจะฮีลให้อย่างเงียบเชียบ
การล่าในหุบเขามรณะดำเนินไปกว่า 50 วัน!  ในที่สุดจำนวนของพวกโทรลก็ลดลง ไม่ว่าพวกมันจะพยายามหนีจากการจับตัวของไวเวิร์นอย่างไรก็ทำได้ไม่สำเร็จ
วีดมองฟ้าสีครามด้วยความเหนื่อยอ่อน
 “ไม่อยากเชื่อว่าจะจัดการพวกมันหมดได้!”
เหมือนกับมองไก่ในเล้าไก่ มันยากพอควรที่จะหาไอซ์โทรลแม้เขาจะหาแล้วหาอีก
เขารู้สึกเสียใจที่ไม่อาจหามันพบได้อีก  ส่วนนึงก็เป็นเพราะเขาได้กำไรจากการล่าพวกมัน(t/n รีดเลือดไปขาย)
 “ตอนนี้ดูเหมือนเราจะไม่สามารถหาเลือดไอซ์โทรลได้แล้วสินะ ทั้งๆที่พวกมันเป็นตัวทำเงินให้แท้ๆ”
แต่เมื่อใดที่เขาเห็นกลุ่มพวกไอซ์โทรลเขาจะมีความสุข ราวกับชาวนาที่เห็นต้นข้าวเต็มท้องทุ่งของตัวเอง ถึงแม้จะเป็นต้นข้าวที่อาจฆ่าเขาให้ตายได้ก็ตาม
ขวดที่บรรจุด้วยเลือดของไอซ์โทรลทั้งหมดนี้ทำเงินให้วีดได้ประมาณ 5,300 เหรียญทอง
โพชั่นฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว (Rapid recovery potion) นั้นช่วยฟื้นฟูความอึดและพลังชีวิตได้ และวีดได้ผลิตมันเป็นจำนวนมากและเก็บไว้ในกระเป๋าของเขา
เพราะความหายากของโพชั่น มันจึงมีค่าราวกับแขนหรือขาข้างหนึ่งเลยทีเดียว ในการออกล่าปกตินั้นจะไม่ค่อยมีคนใช้กันเท่าไร  แต่มันจะมีประโยชน์อย่างมากในสงครามระหว่างกิลด์
 “หุ หุ หุ”
วีดหัวเราะเมื่อเขาเห็นเลือด(โทรล) พวกนั้น ! เขาหัวเราะด้วยความยินดีถึงขนาดที่ทำให้ปวดท้องเลยทีเดียว
“...”
อัลเวรอนและซอยูนมองวีดนิ่งๆ
หลังจากเห็นมาวันสองวันพวกเขาก็ชินเสียแล้ว  แม้นิสัยวีดจะประหลาดแต่เขาก็ฝึกตัวเองให้รู้จักระงับอาการและไม่นานเขาให้กลับมาเป็นปกติ
 “อัลเวรอน นายอยากออกล่ากันอีกไหม?”
“อยากครับ”
 “ตั้งแต่นี้ไปเราต้องการมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของนายในการต่อสู้นะ”
“ตกลงครับ”
อัลเวรอนใช้เบลสซิ่งให้กับปิงหลงและพวกไวเวิร์น
ตอนแรกวีดสั่งให้ปิงหลงและไวเวิร์นโจมตีพวกลาเมียก่อน จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้แผนก็คือให้โจมตีเฉพาะไอซ์โทรลเพื่อเอาเลือดพวกมัน  แต่นับจากนี้ไปกลยุทธ์ได้เปลี่ยนเป็นการยึดหุบเขามรณะให้ได้แทน

ตอนนี้วีดเลเวล 312
ตั้งแต่ปิงหลงและพวกไวเวิร์นถูกทำให้มีชีวิต ระดับทักษะของพวกมันก็เพิ่มขึ้นมาก
ตอนนี้พวกมันสามารถจัดการลาเมียได้โดยไม่ลำบากแล้ว
เลเวลของวีดเพิ่มขึ้นเกิน 300 มานานแล้วแต่เพราะเขามอบชีวิตให้กับรูปสลักหลายรูปทำให้ระดับลดลงเรื่อยๆ และแม้เขาจะได้ออกล่ากับเพลและเพื่อนๆ  ระดับของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเพียง300 กว่าเท่านั้น ที่ระดับของเขาเพิ่มขึ้นก็มาจากการต่อสู้ในหุบเขามรณะเป็นส่วนใหญ่

วีดตาลุกโชน
 ‘ในที่สุดก็ถึงเวลากวาดล้างหุบเขามรณะ !”
ถ้าเทียบกับการรับมือกับไอซ์โทรลแล้ว  พวกไวเวิร์นและปิงหลงต่อสู้กับลาเมียซึ่งมีพลังป้องกันน้อยกว่าได้ดีเป็นอย่างมาก

 “เราคือลาเมียผู้สง่างาม”
“อย่าหลงเสน่ห์เราเข้าละ”
“พิษแห่งยูครา !”
“โจมตีพวกมันด้วยเข็มพิษ!”
พวกลาเมียเปิดฉากโจมตีและเข้าตะลุมบอน
บนพื้นน้ำแข็งลาเมียสามารถใช้ลำตัวที่เหมือนงูเลื้อยไปได้อย่างรวดเร็ว
ถึงแม้พวกมันจะมีพลังป้องกันจากน้ำแข็งอันยอดเยี่ยมแต่กลับถูกพวกไวเวิร์นจัดการได้อย่างรวดเร็ว
ปิงหลงยกตัวขึ้นสูงด้วยปีกอันใหญ่โตและใช้กรงเล็บเข้าโจมตี
 “ตัวข้าก็ใหญ่โต แต่ทำไมขาข้าถึงสั้นอย่างงี้อ่ะ!”
มันยังบ่นด้วยความไม่พอใจต่อไป
เมื่อเทียบลำตัวที่ใหญ่โตกับเท้าที่สั้นผิดปกติของมันทำให้มันลังเลที่จะเดินในระหว่างการต่อสู้
 “มันไม่มีกฎว่างานศิลปะต้องทำให้เดินเหินสะดวกนี่หน่า”
วีดแก้ตัวเพราะเป็นนี่ปัญหาที่เกิดจากลักษณะทางธรรมชาติของน้ำแข็ง
เพื่อให้ถูกหลักการถ่ายเทน้ำหนัก(ของรูปสลัก)ขาที่สั้นและหนาจะทำงานได้ดีกว่าขายาว
ต้องขอบคุณลำตัวใหญ่ยักษ์ของปิงหลงที่ทำให้มีแต่ขาสั้นๆนี้ที่จะพอรับน้ำหนักของมันได้
อย่างไรก็ตามปิงหลงและไวเวิร์นก็ทำให้พวกลาเมียตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก และเมื่อปราศจากการป้องกันจากไอซ์โทรลทำให้พวกลาเมียถูกจัดการอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เป็นการฆาตกรรมหมู่อยู่ข้างเดียว !
กลุ่มลาเมียเลเวล 200 มาแล้วก็ตายอย่างรวดเร็ว
แค่ไม่มีไอซ์โทรลมาป้องกันลาเมียก็เป็นได้แค่มอนสเตอร์ตัวเล็กๆที่ถูกรังแก
หลังลาเมียตายก็ดรอปไอเทมให้เช่น หนังงู เหรียญทอง เหรียญเงิน เข็มพิษและแร่บางชนิด
 “เราทำได้แล้ว”
“คว้ากกกกกก!”
พวกไวเวิร์นและปิงหลงบินขึ้นฟ้าและคำรามออกมา
วีดมองไปที่หน้าผาฝั่งตรงข้าม เห็นมอนสเตอร์อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ระหว่างหุบเขา

ลิซาร์ดคิง (The Lizard King) ทหารผีสิง พรีสแห่งไดบาเซ่ ผู้ติดตามปิศาจ และหุ่นเชิด
เป็นมอนสเตอร์หลากชนิดที่รวมตัวกันในกองทัพเดียว
ฟึบ!
วีดยกมือเรียกปิงหลงและเหล่าไวเวิร์น
 “อัลเวรอนฮีลและเบลสซิ่งให้พวกมันต่อสู้ต่อไปอีก การต่อสู้ยังไม่จบ”
 “ขอรับ เดี๋ยวผมจะฟื้นความเหนื่อยล้าให้เอง”
เหล่าไวเวิร์นและปิงหลงพร้อมรบอีกครั้ง
 “คู้วววว!”
ปิงหลงและไวเวิร์นบินออกไปต่อสู้กับพวกลาเมียและมอนสเตอร์อื่นๆในหุบเขามรณะ
ลิซาร์ดคิงถือขวานเป็นอาวุธขณะที่ผู้ติดตามปีศาจแทงศัตรูด้วยหอกและดาบ
 “ด้วยลำธารหิมะที่หลอมละลาย ด้วยละอองและพลังแห่งความมืดจงเพิ่มพลังให้แก่พวกเจ้า บลัดลัซ! (Bloodlust!)”
เหล่าพรีสแห่งไดบาเซ่ร่ายมนต์ให้กับพวกมอนสเตอร์  เวทมนต์นี้ต่างจากมนต์ศักดิ์สิทธิ์ของอัลเวรอนซึ่งไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ตรงกันข้ามเวทนี้คล้ายกับมนต์คำสาปที่เพิ่มพลังโจมตีให้ชั่วคราวและก่อเกิดผลเสียร้ายแรงตามมาในภายหลัง
 “ท่านไดบาเซ่สั่งให้เราร่ายเวทไฟใส่ก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์”
 “ท่านไดบาเซ่สั่งให้ทหารผีสิงเข้าโจมตีไวเวิร์นโดยทันที”
 “ท่านไดบาเซ่สั่งให้กองทัพจงฟัง เราจะแสดงให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่กล้ามารุกรานพวกเรา!”
พรีสแห่งไดบาเซ่สั่งกองทัพมอนสเตอร์ เหล่ามอนสเตอร์ที่ไม่มีความศรัทธาใดๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งปีศาจและความละโมภทำตามที่พรีสสั่งทันที
เนื่องจากพวกมันรวมตัวกันภายใต้การบัญชาการที่แม่นยำ  กองทัพของมอนสเตอร์จึงสามารถต้านทานการโจมตีของพวกไวเวิร์นไว้ได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งการโจมตีของปิงหลงก็ไม่ได้ผลเท่าไรนัก
จำนวนของมอนสเตอร์ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของพรีสแห่งไดบาเซ่ไม่ได้ลดจำนวนลงเลยแม้แต่น้อย พวกมันพุ่งเข้าโจมตีโดยไร้ซึ่งความหวาดกลัว
 “ไอซ์โบลท์!( Ice Bolt)”
แม้ปิงหลงจะใช้เวทมนต์น้ำแข็งอันภาคภูมิด้วยพลังอันมหาศาล แต่พรีสก็สามารถต้านไว้ได้ด้วยการร่ายเวทมนต์ไฟเข้าปะทะ
เหล่าไวเวิร์นที่บินวนบนฟ้าก็ไม่อาจต่อสู้ได้ถนัดนัก ในขณะที่ปิงหลงก็กลัวจนไม่อยากจะสู้ต่อไปแล้ว
 “มันจะต้องไม่เป็นไร และมันจะไม่จบแบบนี้”
ดวงตาวีดเป็นประกาย
ถ้านับเวลาตามทวีปเวอร์เซลล์เขาใช้เวลาไปกว่า 50 วันแล้ว และถ้ารวมเวลาที่ใช้ในการมาถึงหุบเขามรณะหลังจากที่มาทวีปทางเหนือด้วยแล้ว  เวลาที่ต้องใช้คงมากกว่านี้
ในมุมมองของวีดผู้ซึ่งขยันหาเงิน การติดอยู่ในสถานที่แบบนี้นานๆเป็นเรื่องที่รับไม่ได้
 “จงมา เดธไนท์แวนฮอว์ค  จงมา แวมไพร์ลอร์ด โทริ”
วีดเรียกรูปสลักทั้งหมดของเขาออกมา
แถมเขาถึงกับต้องเรียกแวนฮอว์คและโทริ มาอีก !”
พายุทมิฬปรากฎขึ้นเมื่อแวนฮอว์คถือดาบออกมา
 “นา.. นา..นายท่าน! ท่านเรียกข้า!”
แวนฮอว์คพูดเสียงสั่น
เพราะอันเดธตัวซีดเซียวจึงเป็นที่เข้าใจผิดกันว่าพวกมันจะไม่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาว แต่ที่นี่เย็นจนกระดูกของมันจะแข็งอยู่แล้ว
กึก กึก กึก กึก !
เสียงฟันของเดธไนท์กระทบกัน
ความแตกต่างของผิวอันซีดขาวและปากที่แดงสด ! แวมไพร์โทริผู้ใส่ผ้าคลุมสีแดงดำเดินถอยไปเล็กน้อย
 “ที่นี่ไม่ไกลจากบ้านข้านี่นา โมราต้า! คิดถึงจริงๆ ลมอันหนาวเหน็บ หิมะ พายุน้ำแข็ง และสถานที่อันเปล่าเปลี่ยวและความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตและมีลมหายใจ ที่ที่แสงอันงดงามส่องประกายราวกับมีชีวิต มันคงสมบูรณ์แบบถ้าข้ามีสาวบริสุทธ์ผู้งดงามอยู่เคียงข้าง  ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
แวมไพร์ลอร์ดโทริยินดีที่ได้สัมผัสอากาศหนาว ขณะเดียวกันก็มองไปที่หญิงสาวผู้ซึ่งถูกนำไปเป็นแบบให้กับงานศิลปะ
วีดมองไปที่ซอยูน

เธอมีความงามที่ไม่อาจหาผู้ใดมาเปรียบได้ในพื้นพิภพ
ถึงแม้จะมองไปที่ซอยูนผู้ซึ่งเป็นต้นแบบของรูปสลักมากมาย โทริก็ไม่ได้แสดงอาการใดๆออกมา
 ‘หรือเป็นเพราะพวกเราอยู่ปาร์ตี้เดียวกัน?”
ต้องขอบคุณวีดและซอยูนที่อยู่ปาร์ตี้เดียวกัน โทริจึงไม่มีทีท่าสนใจซอยูนเท่าไรนัก
แต่ก็ยังมีเรื่องรบกวนวีดอยู่อีกเรื่องหนึ่ง
โทริย่นจมูกและดม
 “กลิ่นอะไรหน่ะ ? มันกลิ่นแรงแต่แค่กลิ่นมันก็ทิ้งรสหวานในปากข้าเอาไว้แล้ว”
โทริเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเลือด
รอยเลือดของไอซ์โทรลส่งกลิ่นให้โทริ
เขาน่าจะเรียกโทริออกมาก่อนหน้านี้ เขาอาจกวาดล้างไอซ์โทรลได้รวดเร็วขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับการที่เขาต้องยอมแพ้ที่จะสกัดเอาเลือดของไอซ์โทรล(t/n:เพราะโทริมันดูดหมด)
เพราะเหตุนี้วีดจึงไม่เรียกโทริออกมา
เมื่อไอซ์โทรลถูกกำจัดหมดแล้วเขาจึงใช้งานโทริในการต่อสู้ได้
 “โทริ เจ้าก็ต้องออกไปสู้ด้วยเหมือนกัน”
“เจ้ากล้ามาสั่งข้างั้นรึ?”
ด้วยการไม่ถูกเรียกออกมาช่วงหนึ่ง ทำให้เขาจำเจ้านายตัวเองไม่ได้ซะแล้ว
เป็นโทริคนเดิม ผู้ซึ่งต่อสู้กับกองทัพอมตะร่วมกับพวกพวกไวเวิร์น
ความมั่นใจในตนเองของโทริเพิ่มขึ้นพร้อมกับความสามารถและเลเวลของเขา
วีดขมวดคิ้ว
 “ข้ากำลังสั่งเจ้าอยู่ ออกไปสู้ได้แล้ว”
 “งั้นข้าขอพูดอะไรบ้างเหมือนกัน มันรบกวนข้ามานานแล้ว มันคงดีมากเลยถ้าเจ้าไม่ต้องเรียกข้าออกมาทำงานขี้ปะติ๋วอะไรพวกนี้”
ตรงข้ามกับความสามารถที่มี โทริเป็นมอนสเตอร์ระดับบอสที่น่ารำคาญ! แต่ก็ไม่ได้หมายความวีดจะไม่ใช้เขา
 “ดูเหมือนนายจะยังถูกฆ่าไม่พอละมั้ง”
“...”
 “แล้วเราค่อยมาคุยกันอีกทีหลังจากชั้นจัดการนายติดต่อกันอีกซัก 10 วันเป็นไง ?”
ความรุนแรงแบบนี้จะถูกใช้เมื่อการยกยอและการชมเชยไม่ได้ผล!
ชิ้ง
ซอยูนที่อยู่ใกล้ๆก็ส่งสัญญาณให้เงียบๆ เธอกำลังจะมาช่วยวีดถ้าเจ้าแวมไพร์ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง
อัลเวรอนก็เตรียมเวทมนต์ศักดิ์สิทธิไว้พร้อมจัดการแล้ว โทริจึงไม่มีทางเลือกได้แต่เดินเซ็งๆไปหาเหล่าศัตรู
แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวโทริก็หันมาพูดอย่างจริงจัง
 “นายท่านข้ามีอะไรจะพูด”
“อะไรรึ?”
“ท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับอาณาจักรแวมไพร์ไหม (Vampire Kingdom)?”
“มีที่แบบนั้นด้วยหรอ?”
เขาเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก
ประวัติศาสตร์ของทวีปเวอร์เซลล์บอกเล่ารายละเอียดของชนเผ่าแวมไพร์ไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
 “อาณาจักรแวมไพร์ เรียกว่า โทเดียม(Todium) ! มันอยู่ใต้พื้นดิน เป็นอาณาจักรแห่งความมืดมิดชั่วนิรันดร์    
 “…กลับไปงั้นหรือ?”
 “มันเป็นภารกิจของข้าในฐานะแวมไพร์ อีก1เดือนในทวีปเวอร์เซลล์ทางเข้าจะเปิดออกเป็นเวลา 89 วัน”
 “ทำอย่างนั้นจะเป็นการยกเลิกพันธะ…”(t/n : พันธะการเป็นสัตว์เลี้ยง)
 “พันธะจะสิ้นสุดลงก็จริง แต่ถ้านายท่านต้องการด้วยเกียรติของข้าข้าจะมอบชีวิตอมตะของข้าให้กับท่าน”
โทริต้องการลบล้างข้อผูกมัดของตน แต่เขาก็คาดเดาไว้อยู่แล้วว่าคำพูดต่อไปจะเป็นเช่นไร
 ‘เมื่อการออกล่ามาถึง  อาจจะมีเงื่อนไขที่โทริจะมีประโยชน์ก็เป็นได้’
มอนสเตอร์บอสระดับสูงเลเวล 400 การเป็นแวมไพร์ของเขามีประโยชน์มากแต่มันก็ใช้ความสามารถได้กับตัวเองเท่านั้น
 ‘เขามักจะมีข้อจำกัดมาตั้งแต่แรก’
วีดส่ายหัว
“ข้าไม่อยากได้ชีวิตเจ้าหรอก”
เขาไม่สนใจที่จะเอาชีวิตของโทริ
เขาจะฆ่าโทริต่อเมื่อมันมอบไอเทมให้กับเขาเท่านั้น แต่เครื่องแต่งกายของโทริก็ค่อนข้างไร้ประโยชน์
เครื่องแต่งกายของเขาจำกัดให้ใช้ได้แต่เฉพาะแวมไพร์ลอร์ดเท่านั้น ซึ่งต่างจากพวกออร์ค เอลฟ์ หรือ ดาร์ควิซาร์ด  พวกไอเท็มที่ใช้ได้เฉพาะกับมอนสเตอร์นั้นช่างไม่มีมูลค่าเอาเสียเลย
 “ขอบคุณนายท่าน เมื่อข้าออกเดินทางไปโทเดียมแล้ว  หากท่านต้องการล่ะก็ข้าสามารถนำทางท่านไปยังที่นั่นได้ มันคงเป็นครั้งแรกที่มีมนุษย์ได้เข้าไปที่นั่น  และในอนาคตท่านคงไม่อาจหามนุษย์ผู้ใดที่สามารถเข้าไปถึงหลุมฝังศพของแวมไพร์ผู้สูงศักดิ์แห่งรัตติกาลได้อีกแล้ว”
ตริ้ง!
แวมไพร์ลอร์ด โทริเชิญคุณให้เข้าสู่โทเดียม เมืองอันสูงศักดิ์แห่งรัตติกาล! เมืองที่มิอาจพบได้บนพื้นพิภพ เมืองแห่งงานศิลปะอันเก่าแก่และอัญมณีมากมาย อีกทั้งยังมีหญิงสาวงดงามมากมายและหนูและค้างคาวอีกร้อยล้านตัวอาศัยอยู่
แวมไพร์ลอร์ดโทริได้เชิญคุณและเพื่อนๆให้เข้าสู่โทเดียมในอีก 3 เดือน



วีดเอียงคอเล็กน้อยแล้วพยักหน้า
 ‘ตามที่คาด เราเดาถูกจริงด้วย’
เดธไนท์และแวมไพร์โทริแข็งแกร่งขึ้นมาก
พวกนั้นไม่ได้เป็นแค่ตัวภาระ ถ้ามีใครเลี้ยงพวกมันจนระดับเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง  ก็อาจจะได้รับภารกิจพิเศษหรือได้เข้าสู่พื้นที่พิเศษได้

โทริมุ่งหน้าไปยังหุบเขามรณะ
 “จงเปิดเผยตัวออกมาเถิด ครอบครัวของข้า”
“ท่านเรียกข้าหรือ นายท่าน”
ราชินีแวมไพร์ผู้งดงามและแวมไพร์หนุ่มซึ่งสวมผ้าคลุมปรากฎตัวขึ้นทันที
 “ศัตรูที่เต็มไปด้วยเลือดอยู่ตรงโน้น”
“ข้าก็กำลังกระหายมาก นายท่าน”
 “แม้เราจะไม่อาจอยู่กันเป็นครอบครัวได้ แต่เราก็จะมุ่งไปดื่มเลือด ไปกันเถอะ!”
 “ค่ะ นายท่าน”

“ม่านแห่งความมืด!”
โทริและแวมไพร์อื่นๆซ่อนตัวในความมืด
และในพริบตาเดียวพวกเขาก็ปรากฎขึ้นข้างๆพรีสแห่งไดบาเซ่และผู้ติดตามปีศาจซึ่งอยู่เหนือหุบเขาขึ้นไป
 “พวกขุนนางแห่งรัตติกาล!”
“ปีศาจแวมไพร์มากันแล้ว!”
โทริกางกรงเล็บออกไปสร้างความเสียหายให้กับพรีสแห่งไดบาเซ่ ขณะที่แวมไพร์ตนอื่นปรากฎตัวขึ้นและหายตัวไป แวมไพร์หนุ่มเคลื่อนที่อย่างคล่องแคล่วและราชินีแวมไพร์ร่ายเวทหยุดการเคลื่อนไหวของผู้ติดตามปีศาจ
แต่แวมไพร์หนุ่มก็ไม่อาจต้านทหารผีสิงได้ ถ้าหากพวกเขาต่อสู้กับมนุษย์ที่มีเลือดและชีวิตพวกเขาก็จะใช้พลังได้อย่างเต็มที่ แต่กับศัตรูที่ถูกครอบงำด้วยพลังปีศาจและยิ่งเป็นทหารผีสิงด้วยแล้วพลังของแวมไพร์ไม่อาจทำอะไรพวกมันได้เลย
 “พายุใบมีด!”
โครม!
โทริสร้างพายุทอร์นาโดขนาดใหญ่รอบๆพื้นที่ ศัตรูที่อยู่ในบริเวณโดนโจมตีและถูกฆ่าไปหลายตัว
พายุทอร์นาโดขนาดยักษ์กวาดไปทั่วบริเวณ ร่างของพรีสแห่งไดบาเซ่ถูกเฉือนและแยกเป็นชิ้นๆ หิมะและน้ำแข็งกระจัดกระจายไปทั่ว ความแรงของพายุถึงขนาดทำให้พวกไวเวิร์นเสียศูนย์
 “ดูดเลือด!”
การโจมตีแต่ละครั้งของโทริใช้มานาเยอะมาก
เมื่อมานาของเขาลดต่ำเขาจะอ่อนแอลง แต่ก็ฟื้นฟูได้ด้วยการดูดเลือดจากพวกพรีสแห่งไดบาเซ่
ดวงตาของโทริมืดดำ
 “พวกเจ้าอย่าทำให้ข้าต้องโมโห พวกเจ้าที่โดนข้าดูดเลือดจงกลายเป็นหินซะ”
เปรี๊ยะ!
ร่างของพวกทหารผีสิงแข็งตัวและกลายเป็นหินในที่สุด นี่เป็นผลจากคำสาปของแวมไพร์

แวนฮอว์คกวัดแกว่งดาบและนำผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ปิงหลงและพวกไวเวิร์นกับโกลด์มินิอยู่บนท้องฟ้า วีดและซอยูนเข้าร่วมต่อสู้ พวกเขาปีนขึ้นไปบนหน้าผาและเข้าสู้กับมอนสเตอร์
“เคล็ดมีดสลักแสงจันทร์!”
บนยอดผาวีดชักดาบออกมาด้วยความมั่นใจในพลังป้องกันของเสื้อเกราะแล้วมองค้นหาไปรอบด้านอย่างเยือกเย็น
ระหว่างต่อสู้ระยะประชิด การมองไปที่ใดที่หนึ่งเพียงที่เดียวเป็นสิ่งไม่ควร มันต้องมีการประเมินสถานการณ์ของทั้งของฝ่ายมิตรและฝ่ายศัตรูไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับในตอนนี้ซึ่งมีการต่อสู้กับมอนสเตอร์จำนวนมากทักษะนี้เป็นสิ่งจำเป็น

พรีสแห่งไดบาเซ่อยู่บนปากเหวแห่งความตายจากกรงเล็บแวมไพร์
 “เจ็ดย่างก้าวแห่งสรวงสวรรค์!”
มันนานแล้วที่เขาไม่ได้ใช้ท่าเท้านี้
เขาสามารถใช้ความเร็วสูงสุดและเปลี่ยนทิศทางไปมาระหว่าง 7 ก้าวนี้
ทักษะนี้ทำลายกฎความรู้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง มันสามารถสร้างความแตกต่างได้ในระหว่างการต่อสู้
และถ้าคุณนำทักษะนี้ไปใช้งานได้อย่างเชี่ยวชาญคุณก็จะสามารถมีพลังโจมตีที่เหนือกว่าผู้อื่นอย่างแน่นอน
วีดวิ่งเข้าไปอยู่ระหว่างพวกแวมไพร์
ด้วยฟุตเวิร์คที่วกวน เขาสามารถเข้าไปถึงด้านหน้าพรีสแห่งไดบาเซ่ได้
 “ตาย!”
วีดเหวี่ยงออกดาบไปขณะเคลื่อนที่ไปด้วย
ดาบเฉียดลำคอของพรีสไปนิดเดียว แต่เมื่อมันถูกเหวี่ยงกลับมามันก็เฉือนหน้าอกเข้าอย่างจัง
คุณโจมตีเข้าจุดตาย!

เลือดไหลนอง พรีสแห่งไดบาเซ่เผชิญหน้ากับมัจจุราชและตายไปในที่สุด
คุณได้รับค่าประสบการณ์

พรีสไม่ใช่มอนสเตอร์ธรรมดาๆ  มันให้ค่าประสบการณ์มากกว่าปกติถึง 30 %
แต่ก่อนที่เขาจะตรวจสอบว่าได้ค่าประสบการณ์เท่าใด ผู้ติดตามแห่งปีศาจก็โจมตีเข้าทางด้านหลัง
 “ย้ากกกกกกกกก!”
มันคำรามพร้อมกับเหวี่ยงกระบองเข้าใส่
วีดก้มตัวหลบไปด้านหน้าโดยที่ไม่เหลียวไปดูแม้แต่น้อย เขาม้วนหน้าและลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เมื่อลุกขึ้นสองมือก็เต็มไปด้วยเหรียญทอง เขาเก็บของที่ดรอปขึ้นมาขณะอยู่บนพื้น
 ‘อย่างที่คิดเอาไว้เลย  มันเยอะจริงๆด้วย’
ไดบาเซ่เป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง นั่นทำให้พรีสแห่งไดบาเซ่ดรอปเงินให้เยอะขนาดนี้
มีอยู่คนหนึ่งพูดโน้มน้าวแวมไพร์ขณะต่อสู้
 “ข้าจะให้เงินเจ้ามหาศาลถ้าเจ้ายอมมาติดตามข้าแทน”
“ข้าจะให้อัญมณีนี้ถ้าเจ้ายอมเชื่อในตัวข้า”
“ข้ามีเงิน…”
พวกเขาพยายามหลอกล่อด้วยเงิน
แต่แวมไพร์เป็นขุนนางแห่งรัตติกาลชั้นสูงพวกเขาจึงไม่หลงไปกับคำล่อหลอกเช่นนี้ ลองเปลี่ยนเป็นออร์คผู้หิวเงินดูสิพวกมันคงย้ายข้างไปอยู่ฝ่ายพรีสแห่งไดบาเซ่อย่างไม่ต้องสงสัย
วีดมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง
เขาไม่สนใจพวกผู้ติดตามปีศาจเท่าไรนักเพราะพวกมันดรอปแต่ไอเทมขยะ
เขาตรงไปยังตำแหน่งของพรีสแห่งไดบาเซ่และคำนวณความอึดของมันเพื่อรีดเงินออกมาแบบไม่ให้เหลือแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว
 “เจ็ดย่างก้าวแห่งสรวงสวรรค์!”
เขาเคลื่อนตัวผ่านมอนสเตอร์ไปราวฟ้าแลบและเก็บเงินที่ได้จากพรีสแห่งไดบาเซ่อย่างรวดเร็ว  เขามีความรับผิดชอบเป็นอย่างสูงในการเก็บไอเทมที่ดีที่สุดที่ตกออกมาไม่ว่าจะเป็นจากมอนสเตอร์ใดๆก็ตาม

เล่มที่ 9 ตอนที่ 9 : จบ


*****************************



<a href='https://ads.dek-d.com/adserver/adclick.php?n=a6753880' target='_blank'><img src='https://ads.dek-d.com/adserver/adview.php?what=zone:696&amp;n=a6753880' border='0' alt=''></a>

1 ความคิดเห็น: