วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เล่มที่ 8 ตอนที่ 2 ประติมากรรมทองคำ (The Golden Statue)

เล่มที่ 8 ตอนที่ 2 ประติมากรรมทองคำ (The Golden Statue)



ชื่อของเธอคือ ซีชวิ (Seechwi)  เผ่าที่เธอเลือกคือเผ่า ออร์ค
“น่าสนใจมาก!”
ออร์คหญิง!
วัดจากมุมมองด้านความงามพื้นฐานแล้ว  ออร์คจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าเกลียดยิ่ง  ผู้หญิงส่วนใหญ่มันหลีกเลี่ยงที่จะเล่นเผ่าออร์ควัดได้จากการที่มีออร์คหญิงเพียง 10% ของออร์คทั้งหมดเท่านั้น  แต่เธอคนนี้นั้นแตกต่างไป

“เผ่าออร์คนี่มันสุดยอดสำหรับผู้หญิงอย่างเราๆ ! ชวิคชวิค!”

ชา อึนฮี รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งในรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปของเธอ

น่องและขาของเธอหยาบหนาแทนที่จะผอมเรียว และลำคอที่งามระหงษ์เหมือนคอกวางก็เปลี่ยนเป็นเหมือนท่อนซุง แต่ที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือพุงขนาดมหึมาที่ยื่นออกมา

เวลาที่สร้างตัวละครนั้น คุณสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้

และยังสามารถเลือกเผ่าพันธุ์อย่างออร์คได้ด้วย

ส่วนร่างกายก็สามารถปรับแต่ได้มากที่สุดก็ช่วงเอว และพุง

ด้วยเหตุนี้ตัวละคร ซีชวิ ก็ถูกสร้างมาเป็นออร์คเพศหญิง ที่สมเป็นออร์คทุกกระเบียดนิ้ว

“สบายจัง ต่อไปนี้ฉันก็ไม่ต้องห่วงเรื่องภาพลักษณ์ของฉันอีกต่อไป ชวิคชวิค!”
ซีชวิพอใจในรูปลักษณ์ของเธอเป็นอย่างยิ่ง

ในการที่จะรักษาหุ่นให้เพรียวงามนั้นจะต้องออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ และต้องควบคุมการกินอย่างดี แต่พอไม่ต้องทำเรื่องเหล่านี้แล้ว เธอก็รู้สึกเหมือนว่าความเครียด ความกดดันต่างๆ ที่เคยมีในการรักษาหุ่นก็จางหายไป

“ว่าแต่ ซอยูนอยู่ที่ไหนกันน้า? ชวิชชวิท!”
ตัวตนที่แท้จริงของซีชวิคือ ดอกเตอร์ชา อึนฮี จิตแพทย์แห่งสำนักงานใหญ่ศูนย์บำบัดและฟื้นฟูสภาพจิตใจแห่งชาติ

การที่ราชินีน้ำแข็งอย่างเธอมาเลือกเผ่าพันธุ์ออร์คนั้น มีเหตุผลสำคัญซ่อนอยู่

เธอเห็นซอยูนร้องไห้ในวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ทุกวันในแคปซูล

‘น่ายินดีจริงๆ ที่เธอยังสามารถแสดงอารมณ์ออกมาได้ บาดแผลในใจของเธอน่าจะบรรเทาลงบ้างแล้ว’
ซีชวิอยากจะพบกับซอยูน ที่ผ่านมา ซอยูน นั้นถูกปล่อยให้ท่องเที่ยวอย่างโดดเดี่ยว เพราะเธอคิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่จะบังคับให้ซอยูนต้องร่วมเดินทางกับใคร
มันเป็นอย่างนั้นเสมอมาจน ออร์ค คาริชวิ มาพบกับซอยูนและนั่นทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง

กลั้นน้ำตาเอาไว้ เธอหวังมาตลอดที่จะให้ ซอยูนนั้นจะกลับไปเป็นเหมือนเมื่อวันวาน วันเวลาที่ซอยูนสามารถ ยิ้มและหัวเราะออกมาได้

“ซอยูน เธออยู่ที่ไหนกันนะ ชวิชวิค!”

ซีชวิ ได้แต่กระทืบเท้าไปมาอย่างร้อนรน

เธอไม่สามารถออกจากเมืองได้จนกว่าจะครบ 4 อาทิตย์ตามกฏของเกม

ซอยูน มักอยู่ตามป่า หรือตามหุบเขา ขนาดมีวิดีโอที่บันทึกไว้ในแคปซูล ก็ยังยากที่ระบุได้แน่ชัดว่าสถานที่เธออยู่นั้นอยู่ที่ใดกันแน่

ในเมื่อวีดนั้นเป็นออร์ค มันคงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่เขากับซอยูนจะพบเจอกัน

“ซอยูนน่าจะกำลังอยู่ระหว่างค้นหาหนทางที่จะไปหานะ”

ตอนนั้นเองก็มีใครบางคนเข้ามาทักเธอจากข้างหลัง

“ชวิคชวิค! เฮ้!”

เธอหันหลังไปก็พบกับออร์คอ้วนเพศชาย ออร์คตัวนั้นยืนอย่างสง่าผ่าเผยในมือถือง้าวสภาพเหมือนจะหักไม่หักแหล่

และข้างๆออร์คตัวนั้นก็มีออร์คอีกหลายตัว

“ชวิคชวิคโย่ว”

“สวัด ชวิชวิค”

“ชวิท มาร่วมกลุ่มกับพวกเรา 4 คนไหม?”

ออร์ค ตนที่หน้าเหมือนหมูก้าวออกมาชักชวนเธอ

คำขอให้เข้าร่วมกลุ่ม!

สำหรับเผ่าออร์คนั้นการตั้งกลุ่มนั้นง่ายกว่ามนุษย์มาก  ปกติแล้วหากระดับค่าความเป็นผู้นำไม่สูงพอจะไม่สามารถตั้งกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ได้ แต่ออร์คนั้นสามารถตั้งกลุ่มขนาด 10 ถึง 20 คนได้เลย โดยไม่ต้องกังวลถึงค่าประสบการณ์ที่ลดลง

ด้วยเหตุนี้เหล่าออร์ค จึงมักรวมกลุ่มกันเสมอ มีน้อยมากที่จะลุยเดี่ยว ซีชวิเงยหน้าขึ้นมองเมื่อเธอได้ยินคำชักชวน

“ไปด้วยกันเถอะ ชวิ ชวิ ชวิท”
“เอาสิ ชวิค ชวิค!”

แล้ว ซีชวิก็ออกล่าไปด้วยกันกับพวกออร์คพวกนั้น

‘เอาเถอะ ยังไงก็คงหาซอยูนตอนนี้ไม้ได้ ยังไงฉันก็คงต้องเพิ่มความแข็งแกร่งไว้ก่อนจะได้ออกตามเธอตามป่าเขาไหว’

ซีชวิและเหล่าออร์คออกไปล่ามหาป่ารอบๆ หมู่บ้าน

ก๊อง ก๊อง ก๊อง!

เหล่าหมาป่าได้ยินเสียงเริ่มตื่นตัวแล้วเห่า ออร์คและหมาป่าแม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ออกล่าเป็นฝูงเหมือนๆ กัน ทั้งสองฝ่ายก็ชอบรวมกลุ่มกันออกล่าสิ่งที่อ่อนแอ่กว่าตนเองเหมือนๆ กัน แต่ปกติแล้ว ออร์คมักตายมากกว่า

“อันตราย ชวิคชวิค!“

“ลุยมันเลย ซีชวิ!”

ทันทีที่เหล่าออร์ควิ่งเข้าไปในระยะ พวกหมาป่าก็พุ่งตัวเข้าไปหาซีชวิทันที ซีชวิ มองทิศที่มันพุ่งมาก็สับเท้าหลบไปข้างๆ เธอเคยฝึกวิชาการต่อสู้มาหลายอย่างจนร่างกายสามารถตอบสนองต่อการโจมตีได้เอง
ในรอยัลโรดแม้ว่าเลเวลคุณจะไม่สูง แต่มีความสามารถในการต่อสู้ในชีวิตจริงมันก็ใช้ทดแทนกันได้

ระดับการโจมตีของหมาป่าพวกนี้ยังไม่ทำให้เธอต้องลำบาก ซีชวิ หลบพร้อมยกไม้พลองขึ้นสูง และฟาดมันลงมา

“โดน!”

ตีเข้ากลางกระบาล ของหมาป่าเข้าอย่างจัง

พล๊อก!

ตีลงไปแรงมากขนาดไม้พลองยังร้าว

เหล่าหมาป่าเมื่อเห็นแบบนี้แล้วพวกมันก็ไม่กล้าทะเล่อทะล่า พุ่งเข้าไปหา ซีชวิอีก

แต่ว่าคราวนี้ เป็นซีชวิที่พุ่งไปหาพวกมัน

พื้นดินสะเทือนด้วยน้ำหนักของเธอทุกครั้งที่เธอก้าวออกไป

‘การได้กำไม้ทุบอะไรซักอย่างนี่ มันเป็นการคลายเครียดที่ดีจริงๆ!’

ซีชวิ โลดแล่นไปรอบพร้อมไม้พลองในมือ

เธอชอบเผ่าที่เธอเลือก มันเรียบง่าย และไม่ต้องการการคิดคำนวนอะไรให้ยุ่งยาก

“พวกแกมีแค่นี้เองเหรอ  ชวิชชวิชชวิชชวิท!”

ซีชวิในร่างพุงพลุ้ย พุ่งเข้าไปทุบหมาป่าตัวแล้วตัวเล่า อย่างกับโดนผีสิง


******************************


ที่ป่าการากา(Karaka Forest)

เพล เซอร์กะ และเซเฟอร์ ยิ่งมองยิ่งตะลึงงัน

“หุหุหุหุ”

“คราวนี้ดูให้ดีๆ ล่ะ”
“ผมตื่นเต้นจังครับ ท่านอาจารย์”

“แน่นอน เพราะนี่เป็นจุดที่สำคัญมากนี่…”
นักดาบ 2 นักดาบ 3 นักดาบ 4 และนักดาบ 5 กำลังจะแสดงให้พวกเขาดูว่าการต่อสู้ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

มันว่องไวและพลิกแพลงจนน่าประหลาดใจ

มันเหลือเชื่อที่เหล่านักดาบจะสามารถต่อสู้ได้อย่างแม่นยำขนาดนั้น

ทุกการโจมตีล้วนโดนจุดอ่อนของมอนสเตอร์

-โจมตีจุดตาย

-ช่วงท้องถูกทำลาย

-ดวงตาถูกโจมตี ขอบเขตการมองเห็นลดลง
-เส้นเอ็นถูกตัด ความเร็วในการเคลื่อนไหวลดลง


นักดาบที่ 2 มีความสามารถเป็นพิเศษในการ โจมตีผ่านการป้องกันของศัตรูและสามารถหลบหลีกการโจมตีสวนกลับได้อย่างสวยงาม

ปกติแล้วเป็นการยากที่สร้างความเสียหายให้มอนสเตอร์ที่มีพลังป้องกันสูง แถมจุดอ่อนอย่าง ข้อต่อ ตา หรือว่า คอ ก็เป็นจุดที่ยากต่อการโจมตีให้โดน แต่หากว่าโจมตีจุดเหล่านั้นได้ ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะมีมากกว่าปกติมาก

พวกนักดาบแสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นกว่าตั้งแต่การต่อสู้เริ่มต้นได้ไม่นาน

แม้ว่าจะเป็นการแสดงฝีมือที่สุดยอด แต่ก็ดูโหดร้ายในเวลาเดียวกัน

ป่าการากานั้นแบ่งเป็นเขตต่างๆได้เป็น โพรงของผึ้ง ป้อมของฮอบก๊อปลิน และพื้นที่ของหมาป่าอันร้ายกาจ

พวกฮอบก๊อปลินนั้นไม่สามารถต้านทานเหล่านักดาบได้เลย

“พวกเขาทำแบบนั้นได้ยังไงนะ?”

แต่ถึงที่สุดแล้ว เพล เซอร์กะ และเซเฟอร์ ก็ไม่อาจหาคำตอบได้

ระดับของความเป็นผู้นำ สำคัญสำหรับการต่อสู้ แต่มันแตกต่างจากการรู้จริงๆ ถึงวิธีการต่อสู้

เซอร์กะถอนหายใจออกมา

“หนูว่าคงเป็นการอ่านการเคลื่อนไหวของพวกมอนสเตอร์ไว้ล่วงหน้า”

นั่นเป็นอุดมคติของทุกวิชาการต่อสู่!
ที่เน้นในการโจมตีเป้าหมายที่ต้องการอย่างรุนแรง

คนทั่วไปไม่มีใครคิดไปถึงการโจมตีไปยังจุดอ่อนของมอนสเตอร์เพียงอย่างเดียว มันสนุกว่าหากโจมตีแบบธรรมดา แม้ว่าจำนวนครั้งที่โจมตีเพิ่มอีก 2-3 เท่า

ปกติแล้วปาร์ตี้ที่รวมกลุ่มกันล่า จะส่งเสียงเชียร์ทุกครั้งที่สามารถโจมตีจุดตาย

แต่สำหรับ นักดาบ 2 นักดาบ 3 นักดาบที่ 4 และนักดาบที่ 5 นั้นคุ้นเคยกับการโจมตีไปที่จุดตายนั้นอยู่แล้ว

และพวกนักดาบก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกล้อมกรอบ พวกเขาเคลื่อนไหวหลบไปรอบๆ ตลอดเวลา

เซเฟอร์มองไปที่คันเบ็ดของเขา

“ผมต่อสู้แบบนั้นไม่ได้หรอก”

เพลยักไหล่

“ผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน”

เพลและเซเฟอร์ถอดใจทั้งคู่

เทียบกันแล้ว เซอร์กะ เพลกับเซเฟอร์ สามารถสร้างความเสียหายได้น้อยกว่า แต่หากระดับทักษะความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น พลังโจมตีของพวกเขาก็ยังสามารถเพิ่มได้มากขึ้นมากทีเดียว

อย่างไรก็ตาม พวกเขานั้นก็พยายามที่จะเรียนรู้วิธีการต่อสู้ที่จะโจมตีเข้าที่จุดตาย

พวกเขาเผชิญความลำบากในการต่อสู้กับมอนสเตอร์หลากหลายชนิด อย่างเช่นเยติ ดังนั้นพวกเขาจึงร่วมกันพยายามที่เรียนรู้เทคนิคนี้ ปกติแล้วการโจมตีจุดตายนั้น จะง่ายขึ้นหากโจมตีไปยังจุดบอดของมอนสเตอร์แต่ละตัว

พวกเยตินั้นมีพลังชีวิตสูงมาก และหนังก็หนา การสร้างความเสียหายด้วยการโจมตีจุดตายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่เหล่านักดาบได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถต่อสู้กับฮอบก๊อปลิน มอนสเตอร์ที่มีเลเวลใกล้เคียงกัน แต่มีพลังชีวิตที่น้อยกว่า

เพลนั้นสามารถสร้างค่าความเสียหายได้มากขึ้นในบางโอกาส

แต่ทั้ง เพล และเซเฟอร์ ต้องใช้มาน่าในการเพิ่มพลังการโจมตี ดังนั้นมันคงเทียบกับอาชีพสายต่อสู้ประชิดตัวที่สามารถสร้างความเสียหายได้มากเป็นปกติไม่ได้

พวกนักดาบนั้นไม่ได้ใส่ชุดเกราะอะไรเลย พวกเขาอาศัยเพียงแค่ความอดทน และฝีมือของเขาล้วนๆ ในการป้องกันการโจมตี พวกเขาไม่คิดจะพึ่งพาของพวกนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว...

หากพวกนักดาบโดนโจมตีจังๆ เพียงแค่ 3 หรือ 4 ครั้งก็คงปางตายแต่ว่า พวกเขาไม่เคยโดนโจมตี ในเมื่อพวกเขาสามารถหลบหลีกทุกการโจมตีได้อย่างสวยงาม

พวกเขาเน้นหนักไปที่การโจมตีอย่างรุนแรง และหลบหลีกให้ได้รับการโจมตีให้น้อยที่สุด ด้วยฝีมือการต่อสู้อันเกินธรรมดา!

ความแข็งแกร่งของเหล่านักดาบนั้นเกิดจาก การอ่านทิศทางการต่อสู้ด้วยดวงตา และการควบคุมการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมในแต่ละสถานะการณ์   เหล่านักดาบพัฒนาฝีมือการสู้และเก่งกาจมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ดูเหมือนว่าสภาพการจะดูสวยหรู แต่ความจริงหลังฉากนั้นเป็นอีกเรื่อง

‘อุ๊ก, เกือบตายแล้วไหมเล่า อีกนิดเดียวเองก็ม่องแล้ว’
‘มันหน้าขายหน้านะ หากต้องมาตายต่อหน้าเด็กๆ ตอนนี้’
‘อย่าทำให้พวกเราต้องอับอายเซ่! พวกเราไม่ทางตายเพราะฮอบก็อบลินกิ๊กก๊อกนี่หรอก’

พวกเหล่านักดาบเริ่มรู้สึกเสียดายที่พวกเขาไม่มีทักษะที่ใช้การการป้องกันเอาเสียเลย

พวกเขาไม่ได้ใส่ชุดเกราะซักชิ้น และเวลาเลเวลขึ้น ยังอัพแต่ค่าความแข็งแกร่ง แต่แน่นอนว่าทักษะที่เพิ่มขึ้นนั้นเกี่ยวกับการต่อสู้ล้วนๆ

จากที่พวกเขาสามารถฆ่ามอนสเตอร์ได้เป็นจำนวนมาก ในเวลาสั้นๆ พลังโจมตีของพวกเขาจึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างไม่ธรรมดา แต่ว่าทุกครั้งที่ต้องต่อสู้กับศัตรูที่เก่งขึ้นมาหน่อย พวกเขาก็ต้องสู้แบบ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกครั้งไป

ปกติแล้วพวกเขาพยายามหลบหลีกอาวุธ และการโจมตีของศัตรู พวกเขาแทบจะเป็นปรมาจารย์ทางด้านนี้

แต่ก็แค่นั้น หลายต่อหลายครั้งที่พวกเขาตายจากการถูกล้อมกรอบด้วยศัตรูที่มากกว่าหลายเท่า

หลังจากตายมาหลายครั้งอย่างน่าอดสู พวกเขาก็สังเกตุเห็นแล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน พวกเขาต้องไม่ให้พวกมันมาล้อมพวกเขาได้!

นักดาบที่ 2 นักดาบ 3 นักดาบที่ 4 และนักดาบที่ 5 ตั้งสมาธิกับการมอง

‘ระวังอย่าให้ถูกล้อม’

‘ต้องระวังหลังให้ดี อย่าให้ถูกลอบโจมตี’

‘ต้องพยายามสู้ไปแยกฝูงของพวกมันไป อย่าให้มันรวมตัวกันติด’

‘ต้องหนี อย่าไปปะทะจุดที่พวกมันรวมฝูงกันเยอะ’

เพื่อที่จะทำให้ได้ตามที่คิด พวกเขาต้องพยายามเพิ่มสมาธิไปยังการเคลื่อนไหวของศัตรู

แต่ว่าไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ก็ตาม พวกนักดาบก็ไม่สามารถที่หลบเวทมนต์ได้ และเนื่องจากเหตุนี้เหล่านักดาบจะเจอแต่การต่อสู้ที่ยากลำบากเสมอๆ เนื่องจากพวกเขานั้นมีพลังป้องกันที่น้อยมากนั่นเอง!

“เห็นไหม เรื่องกล้วยๆ”

นักดาบที่สอง ส่งรอยยิ้มอันมาดมั่นไปยังเหล่านักดาบที่เหลือ

“แหงอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ก็แย่แล้ว”

นักดาบที่ 3 เกทับทันที

“ถ้าเป็นผมนะ สิบตัวก็ยังไหว”

แต่นักดาบ 4 ไม่ได้พูดอะไรออกมา...

เพราะว่าตอนนี้เขากำลังถูกล้อมด้วยศัตรูฝูงใหญ่ และกำลังใกล้ตาย...

แต่เขาก็หัวเราะตอบ พร้อมรอยยิ้มฉีกกว้าง แม้ว่าเสียงหัวเราะจะเบากว่าปกติเล็กน้อย

เหล่านักดาบรีบตรวจค่าพลังชีวิตที่เหลืออยู่ และก็หัวเราะขึ้นตามๆ กัน

“ดูสินี่ มันยอดไปเลย! แต่ว่าวีดคงทำได้ดีกว่าพวกเราในเรื่องนี้! สู้ให้เฉียดตายทุกครั้ง นี่จะทำให้ค่าความทนทานเพิ่มขึ้นใช่ไหม?”

นักดาบที่ 5 ผงกหัวรับ อย่างรวดเร็ว

“ใช่! เขาบอกมาแบบนั้น”

“ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็ทำมั่ง!”

ไอรีนได้แต่มองอย่างตะลึงงันไปยังเหล่านักดาบ

ถ้าเป็นวีด การทำเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องเพราะเขามีพลังป้องกันที่สูง แต่สำหรับเหล่านักดาบนี่มันไม่ใช่ แต่ทว่าด้วยศักดิ์ศรีค้ำคอ พวกเขาไม่อาจบอกได้หรอกว่าจริงๆแล้ว พวกเขา แทบจะตายแล้ว

 ‘อย่าตายเชียวนะ’

‘ต้องรักษาหน้าของพวกเราไว้’

เหล่านักดาบทุ่มเทสุดชีวิตจิตใจเพื่อที่จะรักษาภาพลักษณ์

พวกเด็กๆ นั้นพี่งพาการใช้มาน่า และการโจมตีระยะไกล แต่สำหรับการต่อสู้ประชิดตัวนั้น ยากลำบากกว่านั้นมาก เพราะมันจะไม่มีเวลาพักในการต่อสู้

แม้ว่าพวกฮอบก๊อปลินจะมีเครื่องส่วมใส่ที่โปเก แต่เหล่านักดาบมีเลเวล ที่ต่ำกว่าและความเสียเปรียบตรงนี้ก็แสดงผลให้เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ชีวิตของพวกเขาเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่กระนั้นพวกเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง พยายามแสดงออกมาอย่างเต็มที่ว่าเขาสนุกกับการต่อสู้นี้ขนาดไหน

พวกนักดาบสู้กับฮอบก๊อปลินเลเวล 270 โดนใช้ขบวนรบแบบหัวหอก และบางครั้งก็บุกโจมตีจากด้านข้าง



นักดาบ 2 และนักดาบ 3 นั้นบุกจู่โจมประสานกันอย่างยอดเยี่ยม!



ในสายตาของเพล กับเซอร์กะ เห็นภาพของการต่อสู้อย่างดุเดือด

สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นหากพูดสรุปก็คงได้ว่ามันคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่ปรากฏจุดอ่อนในการเคลื่อนไหวของฮอบก๊อปลิน ในเวลานั้น นักดาบ 2 และนักดาบ 3 จะเคลื่อนที่เข้ามาโจมตีประสานในทันที

อ๊ากกกก!

นั่นทำให้ฮอบก๊อปลินนั้น ได้แต่กรีดร้องคร่ำครวญ และดาวดิ้น!

นักดาบ 2 และ นักดาบ 3 นั้นรักษาตำแหน่งและขบวนรบได้อย่างชาญฉลาดขึ้นเรื่อยๆ จากการต่อสู้กับ ฮอบก๊อปลิน อย่างต่อเนื่อง

“อะต้า!”

เซอร์กะ พุ่งเข้าร่วมรบด้วยการต่อยอย่างสุดแรงเกิด ทันทีที่เธอพบจุดอ่อนของฮอบก๊อปลิน

‘ฉันจะไม่โจมตีตอดเล็กตอดน้อยอีกแล้ว’

การโจมตีจุดอ่อนนั้นเสี่ยงมาก แต่เธอก็มุ่งแต่โจมตีไปยังจุดอ่อน เฝ้ามองจนกระทั่งศัตรูจะเผยจุดอ่อนออกมา เซอร์กะเริ่มเข้าใจและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในการต่อสู้แต่ละครั้ง

เซเฟอร์และเพล ก็ทำหน้าที่ของพวกเขาเช่นกัน พวกเขาจัดการผลักดันให้พวกศัตรูมารวมกลุ่ม ด้วยการโจมตีเป็นวงกว้างของคันเบ็ด และธนูที่คอยยิงขัดขวางการเคลื่อนที่ของศัตรู และนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้ เซอร์กะ และเหล่านักดาบ โจมตีได้อย่างเต็มที่

พวกเขาเลือกที่สู้กันเป็นทีมไม่ใช่แยกกันสู้!

ทีมที่ได้แรงบัลดาลใจจากการเฝ้ามองวิธีการต่อสู้ของเหล่านักดาบ

‘ที่แท้ เราต้องสู้กับมอนสเตอร์แบบนี้เองสินะ’

ต้องฆ่าฮอบก๊อปลินเป็นจำนวนมากเพื่อจะได้รู้ถึงจุดอ่อนของพวกมัน แต่มันก็คุ้ม

ทีมของพวกเขาเริ่มรู้สึกสนุกที่ได้เข้าไปต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่านักดาบ


************************


วีดได้เฝ้ามองเหล่าศิลปินหลากหลายประเภท

เขาต้องสร้างผลงานเพื่อจะได้ลงทะเบียนในโรเดียม เพื่อการนั้นเขาต้องสร้างผลงานศิลปะเพื่อมาประดับในเมือง

ครั้งนี้จะผิดพลาดไม่ได้

วีดตอนนี้นั้นมีระดับทักษะแกะสลักถึงระดับขั้นสูง (Advanced) แล้ว และด้วยระดับที่สูงขนาดนี้ เขาจึงไม่สามารถที่จะสร้างผลงานพื้นๆ อีกต่อไป

อย่างน้อยต้องระดับ สฟิงค์ และมังกรน้ำแข็งปิงหลง! (tl note : มังกรน้ำแข็ง Bingryong - ตามภาษาจีน ปิง/ เปีย = น้ำแข็ง , หลง = มังกร )

หากสร้างผลงานขนาดมหึมาอย่างนั้น โอกาสที่จะได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมก็จะมีสูงกว่า

แต่ว่าที่นื่คือ โรเดียม

ที่จริงก็ไม่มีข้อห้ามข้อไหนในการสร้างผลงานขนาดใหญ่โตภายในเมือง ตราบใดที่หาที่ว่างได้ แต่ปัญหาของมันจริงๆ อยู่ที่การรวบรวมวัตถุดิบต่างหาก

ด้วยเหตุนี้ คงต้องสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในขนาดที่พอประมาณ แต่ก่อนอื่นคงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน

วีด มุ่งหน้าไปยังถนนที่มีร้านค้าที่คราคร่ำไปด้วยฝูงชน

ที่เมืองโรเดียมนั้นไม่ได้พัฒนาร้านอาวุธและเครื่องป้องกันเท่าที่ควร พวกร้านค้าต่างๆ จึงมักเน้นที่เครื่องประดับ หรือไม่ก็พวกสิ้นค้าจำเป็นต่างๆ ส่วนพวกยุโธปกรณ์นั้นเหมือนลูกเมียน้อย ดังนั้นยุทธโธปกรณ์ที่วางขายจึงมีแต่สิ้นค้าด้อยคุณภาพ

แต่อย่างน้อยในเมืองแห่งศิลปะ แห่งนี้ก็ยังมีอะไรพิเศษ

นั่นคือร้านขายวัสดุงานศิลป์!

มันเป็นร้านควรจะมีเป็นอย่างยิ่งในเมืองโรเดียม

วีด เดินตรงเข้าไปในร้านวัสดุ

กริ้ง กริ้ง กริ้ง

พนักงานร้านผู้น่ารักกำลังเอาวัถุดิบต่างๆ มาเสนอ มันมีทั้ง ไม้ หิน และก็โลหะแปลกๆ

“หว่า นี่พวกเขาค้าขายของพวกนี้ยังไงกันนะ?”

วัถุดิบต่างๆ ถูกวางกองรวมกันเป็นภูเขาอยู่กลางร้าน! มันเป็นจุดที่ง่ายในการเลือกวัตถุดิบ แต่ทว่าในตอนนี้ในร้านมีคนแออัดอยู่ถึงยี่สิบคน

“ผมต้องการสร้างผลงานด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศ”

มีวัสดุทุกรูปแบบในร้าน ในระหว่างนั้นแขกก็เหลือแค่ 5 คน พวกเขามองไปสินค้ารอบๆ อย่างริษยา

“แค่ไม้ชิ้นนึงราคาตั้ง 1เหรียญทอง”

“ให้ตายสิ รูปสลักบ้าอะไรจะทำมาขายในราคามากกว่า 1 เหรียญทองได้”

“ไปเหอะ แค่ 3 เหรียญทองแดงฉันยังไม่มีเลย”

พวกแขกที่เหลือพร่ำบ่นอย่างท้อแท้ แล้วก็จากไป

อาหารดีๆ ซักมื้ออาจต้องใช้เงินอย่างน้อยถึง 50 เหรียญทองแดง แถมถ้าจะแกะสลัก พวกเขาก็สามารถเก็บเอาเศษไม้ เศษหินข้างทางมาแกะสลักเอาก็ได้

และนั่นทำให้ที่นี่ขายของไม่ออกซักชิ้นมาอย่างน้อย 3 วันแล้ว

“ราคามันแพงเกินไป ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันคงหมดโอกาสที่จะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่แน่เลย”

พนักงานร้านชื่อชาร์ลิน (Sharlinn) ได้แต่ถอนหายใจ

เธอต้องการรายได้อย่างน้อยพอที่จะซื้อขนมปัง เพราะน้ำดื่มนั้นเธอสามารถดื่มได้ฟรีๆ จากน้ำพุ แต่อาหารมันไม่มีของฟรีนี่นา

แต่แค่ค่าแรงมันไม่พอ เธอได้ค่าแรงเป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก แต่ว่าเธอสามารถเพิ่มรายได้ โดยการขายสินค้า

เป็นระบบค่านายหน้าจากการขาย!

ชาร์ลิน ได้แต่กล้ำกลืนทนกับสถานะการณ์ในเวลานี้

“เฮ้อ.. กังวลไปก็ใช่ที่ ในเมื่อไม่มีลูกค้าเหลืออยู่แล้ว งั้นมาทำความสะอาดร้านดีกว่า”

เธอตัดสินใจเริ่มทำความสะอาด โดยเริ่มจากวัตถุดิบที่จัดแสดง และระหว่างนั้นประตูร้านก็เปิดออก

กริ้ง!

ชาร์ลินต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้ม

“ยินดีต้อนรับค่ะ!”

วีดตรงเข้าร้านมาอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับทักทายตอบ

“ที่นี่ร้านวัสดุงานศิลป์นะคะ ถ้าเป็นร้านอาวุธชุดป้องกันอยู่ทางขวาคะ คุณแน่ใจว่าไม่ได้เข้าเข้าผิดร้านนะคะ”

วีดส่ายหัว

“ไม่ผิดหรอก”

“โอ ถ้าอย่างนั้นแสดงคุณลูกค้าต้องการวัถุดิบสินะคะ! แต่ว่าคงต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าทางร้านเรานั้นจำหน่ายเฉพาะวัตถุดิบราคา แพง อย่างที่ท่านเห็นนะคะ”

จนถึงบัดนี้ โอกาสที่ชาร์ลินจะได้ต้อนรับลูกค้าจริงๆ นั้นมีน้อยมาก เพราะว่าคนที่ยอมเสียเงินซื้อวัตถุดิบราคาแพงขนาดนี้นั้นหายาก แถมเครื่องแต่งกายของวีดนั้นดูมอซอไม่เหมือนคนมีเงินซักนิด

ชุดหนังเยตินั้นดูเก่า แถมยังมีร่อยรอยการใช้งานจนถลอกปลอกเปิกไปทั่ว! มันดูแย่พอๆ กับชุดเริ่มต้นที่ระบบแจกให้ฟรีๆ เลย

ชุดที่สภาพย่ำแย่แบบนี้มักมีพลังป้องกันต่ำ โดยปกติแล้วหากจะใส่ชุดที่พลังป้องกันต่ำขนาดนี้คนทั่วไปจะเลือกใส่ชุดที่ เบาๆ และดูดีซะมากกว่า

วีด เพ่งมองไปที่พนักงานแล้วตัดสินได้ว่าพนักงานคนนี้น่าจะเป็นผู้เล่น เพราะถ้าเป็นพนักงาน NPC น่าจะได้รับผลกระทบจากค่าชื่อเสียงที่มีสูงมากของเขา

วีด ค่อยๆ มองไปยังวัตถุดิบต่างๆที่วางเรียงรายไว้

มันมีทั้งแร่ราคาแพง หินที่มีลวดลายสวยงาม มีแม้แต่ไม้ชนิดต่างๆ ตลอดจน แร่เงิน และแร่ทอง

มันแทบจะมีวัถุดิบทุกอย่างที่สามารถนำมาใช้กับงานศิลป์ แต่ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะนี่คือเมืองโรเดียม แล้วจะไม่มีวัตถุดิบสำหรับงานศิลปะได้อย่างไร

การใช้วัถุดิบที่เหมาะสมนั้น จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าปกติได้

แต่เมืองโรเดียมที่กว้างใหญ่แห่งนี้ แต่ศิลปินส่วนใหญ่กลับไม่สนใจโบนัสเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้เลย

ชาร์ลินเข้ามาพูดคุยต้อนรับ วีด

“คุณลูกค้าคะ”

“ครับ?”

“คุณต้องการให้ ดิฉันแนะนำวัตถุดิบให้ไหมคะ?”

ชาร์ลินนั้นเบื่อหน่ายกับลูกค้าที่เข้ามาดูสินค้าเล่นเวลาว่างๆ แถมเธอยังศึกษาเกี่ยววัตถุดิบต่างๆ มาไม่น้อยแม้ไม่อาจเทียบเท่ากับที่วีดรู้ก็เถอะ

วีดผงกหัวตอบรับ

“ก็ดีครับ”

ชาร์ลินเปิดชั้นวางของและหยิบไม้ออกมาชิ้นหนึ่ง

“นี่คือไม้บีม๊อค มีความทนทางสูงแถมยังเอาไปใช้ได้หลายอย่าง โดยเฉพาะเอาไปใช้ในงานแกะสลัก แต่ข้อเสียมันคืออาจมีราคาแพงซักหน่อย ส่วนอันนี้คือไม้โบรา มันมีกลิ่นที่พิเศษเฉพาะหลายแบบ หากไปใช้งานงานแกะสลักก็ทำรูปสลักที่มีกลิ่นหอมได้ แต่ว่าข้อเสียคือมีแต่ชิ้นไม้ขนาดเล็กคะ”

ไม้แต่ล่ะแบบมี จุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกันไปซึ่งจะต้องใส่ใจก่อนนำไปใช้งานให้เหมาะสม

และยังมีไม้อีกหลายชนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษ

วีดเดินตามชาร์ลินไปถึงสุดร้าน ที่นั่นมีกองทองขนาดใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งฐาน และความสูงประมาณ 3 เมตร วางเรียงซ้อนกันอยู่

“นี่คือความภูมิใจของร้านเราค่ะ มันสุดยอดไปเลยใช่ไหมคะ หากมีงานศิลปะชิ้นไหนใช้มันล่ะก็ คงต้องได้คุณสมบัติพิเศษมากมายแน่ๆ เลยคะ แต่ราคาของมันมากกว่า 7000 เหรียญทอง เป็นราคาที่แพงมากเลยใช่ไหมคะ”

วีดมองไปยังกองทองกองนั้น มันช่างเจิดจ้า และเปล่งประกายรัศมีความมีระดับออกมา

นี่เป็นวัตถุดิบชั้นยอดสำหรับงานศิลปะแน่นอน

วีดตกลงใจในทันที

“หากคุณลูกค้ามองมาทางนี้ นี่คืออัญมณีเทอร์ควอยซ์....”
ชาร์ลินนั้นมีความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบหลากหลายชนิด แม้ว่าแรกๆ นั้นเธอจะไม่ได้สนใจของพวกนี้เลย แต่พอได้เรียนรู้เธอก็เริ่มที่จะสนุกที่จะเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากที่เริ่มจะบรรยายถึงวัตถุดิบตัวใหม่ วีดก็พูดขัดจังหวะ

“ผมเลือกได้แล้วว่าจะซื้ออะไร”


“โอ๊ะ? จริงหรือคะ? ขอบคุณค่ะ “

ชาร์ลินยินดีเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอเสนอขายสินค้าสำเร็จ วีดเป็นคนแรกที่ซื้อสินค้าจากเธอ

ต่อให้เป็นเงินน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยฉันก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

แต่วีดนั้นทำได้มากกว่าที่เธอคาดหวังไว้มากมาย

“ผมต้องการซื้อทองคำที่มีในร้านทั้งหมด “

“คะ? เออ แต่ราคามัน... 10 เหรียญทองต่อก้อนแล้วก็คูณกับจำนวนทองคำทั้งหมดในร้านเราก็”

ชาร์ลินตรวจจำนวนสินค้ารวมถึงสินค้าทั้งหมดในคลังสินค้าว่าในร้านมีสินค้าทั้งหมดเท่าไหร่

“ทั้งหมดราคารวมกัน 18,000 เหรียญทองค่ะ แต่เดี๋ยวก่อน นั่นเป็นราคาปกติดังนั้นขอให้ดิฉันคำนวนอีกครั้งนะคะ”

ชาร์ลินนำจำนวนทองคำทั้งหมดมาคำนวนราคาอีกครั้ง ราคาถูกลดลงไปมาก แม้ว่าวีดจะไม่มีทักษะทางการค้า แต่วีดนั้นมีค่าชื่อเสียงที่สูงมาก ดังนั้นร้านค้าต่างๆ จะขายสินค้าให้เขาในราคาที่ถูกกว่าปกติ

แถมด้วยราคาของวัตถุดิบจะถูกลดลงไปอีกจากอาชีพช่างแกะสลัก หากยังไม่พอวีดยังมีระดับช่างแกะสลัก ระดับขั้นสูง อีกทั้งค่าชื่อเสียงก็ยังสูงมากอีกต่างหาก ดังนั้นราคาสินค้าจึงถูกลดลงไปถึง 30%

ทำให้สามารถซื้อวัตถุดิบจากร้านวัตถุดิบงานศิลปะได้ถูกซะยิ่งกว่าพวกพ่อค้ามาซื้อเองซะอีก

‘ทำไมถึงได้ส่วนลดมากขนาดนี้ได้!’

สำหรับชาร์ลินแล้วนี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่พบเจอคนที่ค่า ชื่อเสียงที่สูงมากขนาดนี้ แถมคนๆนั้น ยังมีอาชีพเป็นช่างแกะสลักอีกด้วย

เธอมองไปพร้อมคิดว่าวันนี้ดวงเธอนี่มหาเฮงเลย

แม้ว่าผลกระทบจากค่าชื่อเสียงและทักษะบางอย่างจะทำให้ราคาลดลงไป แต่ยอดขายที่ทำได้มันก็ยังมากอยู่ดี

ชาร์ลินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะกล่าว

“ราคารวม 18000 เหรียญทองค่ะ แต่ได้ส่วนลด 30% ทำให้ราคาเหลือ 12600 เหรียญทอง คุณลูกค้าจะซื้อเลยไหมคะ”


“ครับ ผมซื้อ”

วีดตอบตกลงอย่างไม่ลังเลใจ

เขาทำเงินมหาศาลจากลิช และตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

เขาได้เก็บสะสมเงินมากมายจากการสร้างพิรามิด หลังจากนั้นก็จากรบกับกองทัพแห่งความตาย และก็จากการล่าอื่นๆ สะสมมาตลอดทำให้เขามีเงินเก็บไม่น้อย

จากการสะสมที่ผ่านมา ตอนนี้เขาสามารถที่ควักเงิน 12,000 เหรียญทองออกมาอย่างไม่ลำบากนัก

กรึบ!

ชาร์ลินกลืนน้ำลายอย่างตื่นเต้น

เธอไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าเธอจะสามารถขายสินค้าได้มากมายขนาดนี้

‘ฉันจะได้อย่างน้อย 2500 เหรียญทองจากการขายสินค้าครั้งนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะโชคดีอะไรอย่างนี้!’

คงไม่มีอะไรที่ทำให้ชาร์ลินตื่นเต้นได้มากเท่านี้อีกแล้ว สำหรับมือใหม่อย่างเธอ จะสามารถทำเงินได้ถึง 2500 เหรียญทอง!

แต่ว่านี่มันวีดนะ คิดจะได้กำไรมากขนาดนั้นจากวีด ฝันไปเถอะ

“เอาละ เรามาเริ่มเจรจาเรื่องราคาสินค้ากันอีกทีเถอะ”

“...?”

ชั่วขณะ ชาร์ลินตะลึงงันไม่เข้าใจว่า วีดกำลังพูดอะไรอยู่

“เออ คุณลูกค้าหมายความว่าอะไรคะ?”

“เธอจะลดราคาให้ฉันได้เท่าไหร่?”

“หา?”

เบื้องหน้าเธอคือ ช่างแกะสลักผู้มีชื่อเสียง และเขากำลังต่อรองราคาเพิ่มไปอีกจากราคาที่ลดแล้วนี่นะ? เธอไม่คาดฝันว่าจะเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อน

“ลดราคาให้ฉัน 2500 เหรียญทองซะ”

“!!!!”

เขาต่อราคาเหมือนจะฆ่ากันให้ตายไปข้าง!


วีดในสายต่อของชาร์ลินนั้นตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เธอมองเขาเป็นลูกค้า แต่ตอนนี้เธอมองเขาเป็นมหาโจร

“เรื่องอะไรคะ นั่นเท่ากับว่าฉันขายไปโดยไม่ได้กำไรเลย!”

“2,499 เหรียญทอง”

“ไม่ขายคะ”

“2,490 เหรียญทอง ลองคิดดูนะนี่ลดลงมาให้ตั้ง 10 เหรียญทองเชียวนะ”

วีดหยิบเงินออกมา

เขาเตรียมที่จ่ายเงินซื้อสินค้าแล้ว เพราะว่าเขารู้ดีถึงราคาต้นทุนที่แน่นอนของสินค้าที่วางขาย (ดังนั้นเธอคงไม่มีทางปฏิเสธราคานี้แล้ว ก็ได้กำไรจากวีดคนนั้นไปตั้ง10 เหรียญทองเชียว)

“ฮือ ฮือ! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนโหดร้ายแบบนี้”

ชาร์ลินจำใจขายวัตถุดิบด้วยน้ำตานองหน้า

วีดกวาดทองคำทั้งหมดใส่กระเป๋าของเขา ทันทีทันใดเขาก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย

แทบไม่ต้องตรวจสอบก็รู้ว่ามันหนักขนาดไหน โดยเฉพาะเป้ของเขานั้นสามารถลดน้ำหนักของสิ่งของลงได้ถึงสี่เท่า แถมยังสามารถบรรจุของได้มากมาย

วีดหยิบก้อนโลหะก้อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า

“ตรวจสอบ!”

ก้อนโลหะสีดำ:

ความทนทาน :100/100

วัตถุดิบโลหะสำหรับงานช่าง

มันประกอบด้วยแร่ต่างๆ หลอมรวมกัน หากนำไปหลอมรวมกับโลหะชนิดอื่นๆ แล้วจะไม่สามารถถลุงให้กลับมาเป็นแร่บริสุทธิ์ได้อีก มีแต่ผู้เป็นเลิศในงานโลหะเท่านั้นที่จะถลุงแร่นี้ให้บริสุทธิ์ได้

หลอมรวมได้ดีกับเหล็ก และมิธริล


“คงต้องถลุงมันก่อน”

วีดมีความคิดที่จะสร้างอุปกรณ์ป้องกัน

อุปกรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่นั้นถือว่าขาดแคลนอย่างหนัก เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้

เผ่าออร์คนั้นมีชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่เผ่ามนุษย์นั้นต้องการมากกว่านั้น

ดังนั้นเขาจึงต้องการชุดใหม่

วีดประเมินก้อนโลหะด้วยสายตาอย่างคร่าวๆ

‘ฉันต้องทำเกราะป้องกัน 5 ชิ้นส่วน’

แร่มิธริลนั้นเบามาก แถมยังมีคุณสมบัติช่วยลดน้ำหนักเมื่อนำมันมาสร้างเป็นรองเท้า หรือหมวกเกราะ

ผลที่ได้คือ การเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว และค่าความคล่องแคล่วที่เพิ่มขึ้นมาก และด้วยน้ำหนักที่เบาก็ไม่ถ่วงในการต่อสู้อีกด้วย

มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมเหมือนเวลาที่เขาเป็น คาริชวิ เขาสามารถเคลื่อนไหวได้ดังใจนึก และยังสามารถโจมตีอย่างหนักหน่วง

จริงๆ แล้ววีดก็มีชุดเกราะชั้นดี

เกราะของทัลล็อกยูนิคไอเท็มที่ได้มาจากวิหารแห่งเฟรย่า!

ถูกสร้างจากมือของช่างตีเหล็กผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง แถมยังมีพลังป้องกันที่มาก ถึง 85 หน่วย

มันเป็นชุดเกราะที่กำหนดให้ผู้ส่วมใส่ของมีระดับอย่างน้อย 350 แต่ทุกระดับของทักษะงานช่างโลหะจะสามารถลดค่าจำกัดในการส่วมใส่อุปกรณ์ลงได้ ระดับละ 2%

ตอนนี้เขามีระดับงานช่างโลหะอยู่ที่ ขั้นกลาง เลเวล 2 ดังนั้น วีดสามารถที่สวมใส่เกราะของทัลล็อกได้แล้ว

“ฮุ ฮุ ฮุ”

วีด นั้นเผยรอยยิ้มชั่วร้ายอกมา

เขารู้สึกอย่างนี้ทุกครั้งที่ตรวจสอบ ค่าพลังของชุดเกราะทัลล็อก

ช่างเป็นชุดเกราะชั้นเลิศ ที่มีคุณค่าสูงส่ง และมีราคาแพงสุดกู่!

แม้ว่าอาจมีชุดเกราะมากมายที่ดีกว่า ชุดเกราะชุดนี้ แต่ว่านี่มันยูนีคไอเท็มเชียวนะ

ถึงคุณค่าของมันจะด้อยกว่า ไม้เท้านักบุญ และตำราแห่งเนโครแมนเซอร์ สุดกู่ก็ตาม

แต่ว่าหากเขาใส่เกราะนี้กลางเมืองเขาคงไปไหนมาไหนไม่ได้

สีดำอันเปล่งประกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเกราะมิธริลมันโดดเด่นเกินไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพวก ขอทาน!

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ใส่เกราะที่ทำด้วยมิธริลในเมืองนี้ ไม่เช่นนั้นพวกขอทานคงเข้ามารุมทึ้งเขาแน่นอน

วีดเดินหาโรงตีเหล๊กจนพบและเดินเข้าไป ในนั้นมีเหล่าคนแคระห์กำลังทำงานกันอย่างขันแข็ง

แก๊ง ก๊อง ก๊อง!

เหล่าคนแคระกำลังทุบมีดที่เผาจนแดง ด้วยเตาไฟที่มีการเร่งความร้อนด้วยเครื่องสูบลม คนแคระพวกนี้น่าจะเป็นพวกชาวเมือง มากกว่าที่จะเป็นผู้เล่น

มันไม่ใช่ภาพที่แปลกตาที่เห็นเหล่าคนแคระทำงานแบบนี้ในเมืองไหนๆ

และแล้วก็มีคนแคระคนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับวีด

“เจ้ามีอะไรต้องการหรือมนุษย์?”
“ช่วยถลุงแยกแร่นี่ที”

วีด เอาก้อนโลหะสีดำออกจากกระเป๋าของเขา

“ทำได้ไหม?”
“รอซักครู่ รอซักครู่  นี่มัน!!!”
“มันมีปัญหาอะไร?”
เขาไม่เคยคิดว่าแร่ก้อนนี้มันจะพิเศษตรงไหน แต่จากปฏิกริยาของคนแคระห์บางทีแร่ก้อนนี้อาจมีอะไรดีพิเศษก็ได้

เพราะการตรวจสอบข้อมูลให้สมบูรณ์นั้นจำเป็นต้องมีระดับทักษะที่สูง และยังต้องการอาชีพเฉพาะทางในการตรวจสอบให้ได้ข้อมูลทั้งหมด ดังนั้นเขาหวังว่ามันอาจยังมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ที่เขายังตรวจสอบไม่เจอก็ได้

คนแคระห์ไม่อาจปิดบังอาการประหลาดใจของเขา

“นี่มันผสมกันมั่วเลย มีแร่หลายอย่างปนเปกันมั่วไปหมด”



จากสภาพภายนอกที่เห็นของโลหะที่สีก้อนนี้ เขาก็ไม่ได้หวังอะไรมากอยู่แล้ว สุดท้ายคนแคระห์ก็ตรวจสอบได้ข้อมูลไม่แตกต่างจากที่วีดตรวจสอบได้

“ถ้าเจ้าจะขายมันก็ราคาดีพอสมควร หรือหากเจ้าจะให้เราเอาไปหลอมแล้วเอามาใช้ทั้งอย่างนี้เลย ก็สร้างอาวุธ และเครื่องป้องกันได้หลายชิ้น”

“ขอปฏิเสธ แค่ถลุงแร่ต่างๆ ออกมาก็พอ”

“น่าเสียดายจัง โลหะก้อนนี้น่าสนใจทีเดียว ข้ายังอยากซื้อมันเลย”
คนแคระห์ตกลงรับงาน

แม้ว่าหากเขามอบมันให้คนแคระห์เอาไปสร้างเครื่องป้องกัน เขาจะได้เครื่องป้องกันที่ดีกว่าที่เขาสร้างเอง แต่เขาไม่อยากมอบงานให้ให้คนแคระเพราะตอนนี้เขามีระดับทักษะ ช่างตีเหล็กอยู่ที่ขั้นกลางเลเวล 2 (ซึ่งเลื่อนระดับได้ยากแล้ว)
วีดนั้นต้องการเพิ่มระดับทักษะมากกว่า

‘นี่เป็นโอกาสอันดีที่เพิ่มระดับทักษะช่างตีเหล็ก’

เขาคิดว่าอุปกรณ์ป้องกันไม่ว่ามันจะดีเลิศขนาดไหนก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เขาขาดไม่ได้ สิ่งที่จำเป็นยิ่งกว่าสำหรับในเวลานี้นั้นคือ ค่าสถานะ และระดับทักษะต่างหาก

คลื่นนน!

คนแคระห์ชักที่สูบลมเร่งความร้อนในเตาเพิ่มขึ้นทีละน้อย ระหว่างนั้นก้อนโลหะสีดำในเตาหลอมก็ค่อยๆ หลอมละลายแยกเอาแร่ชนิดต่างๆ ไหลลงมาตามความร้อนที่เพิ่มขึ้น เขาใช้วิธีนี้ในการแยกแร่แต่ละชนิดออกมา

วีดเองก็สามารถถลุงแยกแร่ออกมาจากก้อนโลหะสีดำนี้ได้เช่นกัน แต่ระดับทักษะของเขานั้นยังต่ำ หากเขาทำเองก็จะแยกแร่ออกมาได้น้อยกว่า คนแคระห์นั้นเริ่มจากแยกแร่เหล็กออกมาก่อน จากนั้นก็เป็น เหล็กดำ สุดท้ายแร่มิธริลจึงถูกแยกออกมา

“เอ้า เอาไป ค่าแรง 700 เหรียญทอง แต่ในเมื่อเจ้าเป็นนักผจญภัยที่ยอดเยี่ยม งั้นข้าจะลดให้อีก 50 เหรียญทอง และก็ข้าจะลดเพิ่มให้อีก 20 เหรียญทองในเมื่อเจ้านำของน่าสนใจแบบนี้มาให้ข้าทำ”

“ขอบคุณ”
วีดนั้นรอคอยมานานมากสำหรับการถลุงแร่เหล็กดำ และมิธริลออกมา และเขายังได้ของแถมเป็นแร่เหล็กชั้นดีมาอีกด้วย
อาชีพช่างแกะสลักนั้นมีผลส่งเสริมในเรื่องต่างๆ มากมาย การมีหรือไม่มีทักษะงานช่างแกะสลักนั้นจะมีผลผิดกันราวฟ้ากับดิน

“ต้องหาที่เหมาะๆ....”

วีดกำลังหาสถานที่ที่เหมาะสมในโรเดียม มีถนนมากมายที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดและรูปสลัก

“ฉันจะไม่วางผลงานของฉันในที่แบบนี้แน่”

วีด มุ่งหน้าตรงไปยังจตุรัสใจกลางเมืองเป็นที่แรก

กลางจตุรัสนั้นเต็มไปด้วยขอทานอยู่อย่างเนืองแน่น แต่ก็เป็นสถานที่สวยงามมากที่สุด พืชพันธ์หายาก ต้นไม้และ ดอกไม้ต่างๆ ถูกเพาะปลูกอย่างสวยงาม เป็นสถานที่คู่รักน่าจะมาแวะเยือน

มีการจัดการแสดงทั้งตอนเช้า และเย็น เกือบทุกคนในโรเดียมต้องการนำผลงานของตนเองมาแสดงที่นี่ แม้แต่น้ำพุที่ใสสะอาดใจกลางเมืองก็มีผู้คนและนักท่องเที่ยวมากมาย หลั่งไหลกันเข้ามาชมดู

ถ้าเขาสร้างผลงานแล้ววางไว้ที่นี่ มันต้องโดดเด่นเป็นพิเศษแน่นอน

แต่วีดตัดที่นี่ออกจากตัวเลือกของเขาอย่างไม่ลังเล

‘ขืนทำที่นี่ทุกคนก็สังเกตุเห็นฉันหมดสิ’

มีผู้คนมากมายที่สร้างผลงานจากทองคำ แต่ว่าหากทำตัวร่ำรวยขนาดนั้นก็คงไม่พ้นถูกรุมทึ้งจากขอทานทั้งเมือง

วีด เริ่มมองไปยังตรอกซอกซอยต่างๆ แทน สำหรับเมืองโรเดียมแห่งนี้ มีตรอกซอกซอยมากมายกระจายกันทั่วไปอย่างซับซ้อน ไม่แตกต่างจากใยแมงมุม!

และยังมีร้านค้าต่างๆอยู่กันอย่างแออัดในนั้น แต่กลับไม่ค่อยมีคนเดินผ่านแตกต่างจากเขตที่มีคนพักอาศัย

วีดสามารถหาสถานที่ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านได้ไม่ยากเย็นนั้น

“ที่นี่ก็ไม่เลว”

มีคนไม่มากนักหรอกที่ซื้อบ้านพักอาศัยอยู่ในเมืองโรเดียม ผู้คนส่วนใหญ่จะเข้าเมืองมาพักผ่อน ขายไอเท็ม แต่พวกเขาเหล่านั้นยังคงต้องจ่ายภาษีให้กับเมือง นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เมืองโรเดียมมีประชากรที่ร่ำรวยเพียงพอที่จะซื้อ บ้านเป็นของตัวเองน้อยมาก

วีดก่อกองไฟกองเล็กๆ ขึ้นมา แล้วเขาก็เตรียมที่จะหลอมทองคำ

“ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการสร้างแม่พิมพ์”

วีดปั้นแม่พิมพ์ด้วยดินเหนียว เพื่อจะสร้างรูปหล่อทองคำ เขาต้องการใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด การหลอมทองคำขึ้นกับทักษะช่างตีเหล็ก จะว่าไปแล้วทักษะช่างตีเหล็กนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในงานของช่างแกะสลักในการ สร้างสรรค์งานศิลป์ให้หลากหลายยิ่งขึ้น!

วีดทำแม่พิมพ์อันแรกเสร็จแล้ว จากนั้นเขาก็เททองคำลงไปในแม่พิมพ์

เขารู้สึกเหมือนหัวใจถูกฉีกกระชาก ทุกครั้งที่เขาเททองคำที่เปล่งประกายลงในแม่พิมพ์

“ทำไมเราต้องทำเรื่องบ้าๆอย่างนี้ด้วยวะ!”

เรื่องที่ทำให้เสียใจในการเลือกอาชีพปฏิมากรเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่อง!

มันเป็นอาชีพที่ยากเข็น แถมน่าเวทนาในการหาเงินซักเหรียญ ต่อให้สร้างของขึ้นมาดีแค่ไหน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำเงินได้มากตามนั้น อย่างสถานะการณ์ตอนนี้ มันมีแต่เสียเงิน แต่ไม่มีเงินงอกเงยขึ้นมาแม้แต่เหรียญเดียว

“ทำไมต้องเป็นอาชีพสายศิลป์ด้วย! โลกนี้มันยิ่งอยู่ยากเมื่อเลือกสายศิลปะ!”

วีดปวดหัวใจขึ้นๆเรื่อยระหว่างที่รอให้ทองคำในแบบพิมพ์เย็นตัวลง แต่เวลาเป็นเงินเป็นทอง เขาตัดสินใจหยิบ ค้อน ทั่ง และแร่หลายหลายชนิดออกมา

“เอาล่ะ  เพิ่มระดับทักษะดีกว่า”


ตอนที่เขาสมบทบาทเป็น คาริชวินั้นได้แร่ต่างๆ มามากมายจากภาระกิจการล่าของเผ่า มีแร่ดิบคุณภาพดีมากมายแถวๆ เทือกเขายูโรกิ และเขาก็ได้พวกแร่ดิบ และอัญมณีเป็นของรางวัลจากภาระกิจ ดังนั้นเขาจึงต้องเอาพวกมันทั้งหมดออกมาจัดมันให้เป็นระเบียบ

ในแร่ดิบที่เขาได้มานั้น มันมีตั้งแต่ แร่เหล็ก ทองแดง ทองเหลือง และมีแม้กระทั่งแร่ทอง แร่เงินปนอยู่ในนั้น

ถ้าขายของทั้งหมดนี่มันคงทำเงินได้มากกว่า เป็นช่างแกะสลักเสียอีก

แต่วีดไม่ยอมเสียเวลาคร่ำครวญ เขาวีดเริ่มงานกับกองแร่ดิบทันที

เขาหลอมมันเพื่อถลุงโลหะชนิดต่างๆ ออกมา จากนั้นเมื่อได้โลหะที่หลอมเหลวได้ที่เขาก็เทมันลงแม่พิมพ์

กำไร!

โลหะที่เทลงไปเริ่มกระจายตัวไปทั่วแม่พิมพ์และเริ่มมีรูปร่างเหมือบดาบ

แคล๊ง แก๊ง แก๊ง!

วีดทุบโลหะนั้นด้วยค้อน

มันแตกต่างจากงานแกะสลัก งานช่างเหล็กนั้นต้องใช้กำลังกายอย่างมาก แถมยังต้องมีจังหวะในการตีที่เหมาะสม การตีแต่ละครั้งนั้นจะส่งผลถึงความทนทาน และรูปทรง ในบางครั้ง ดาบที่ทำออกมาก็อาจกลายเป็นยูนีคไอเท็ม ซึ่งจะขายได้ราคาดีกว่าเดิมมาก

ทุกอย่างเป็นไปได้เพราะรอยัลโรดมีระบบเสมือนจริง( virtual reality )ที่สมบูรณ์แบบ

และหากตีดาบออกมาแล้วกำหนดจุดศูนย์ถ่วงได้ไม่ดีพอ ดาบเล่มนั้นก็จะใช้งานได้ยาก (ก็ลองคิดดูว่าหากน้ำหนักทั้งหมดของดาบอยู่ที่ปลายดาบ ก็จะกินแรงเวลาแกว่ง แต่หากน้ำหนักทั้งหมดอยู่ที่ด้าม เวลาพันก็ไม่มีกำลัง ดังนั้นการกำหนดจุดศูนย์ถ่วงให้เหมาะสมก็ทำให้ดาบเล่มนั้นใช้งานได้ยากง่าย ผิดกันไกล)

ดาบเล่มนี้ดูท่าทางไม่เลว

วีด จุ่มดาบลงในน้ำเย็นเพื่อหล่อเย็นในอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้น เขาก็เอาเอาโลหะที่หลอมเหลวแล้วออกมาจากเตา เขาหยิบเอาแร่ออกมาเพิ่มเพื่อจะสร้างอุปกรณ์ป้องกัน

อุปกรณ์ป้องกันนั้นมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าการสร้างดาบซักเล่ม

แต่ถึงแม้ว่ามันจะมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า แต่มันก็มีข้อดีตรงที่เขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องจุดศูนย์ถ่วงเท่าไหร่ ผิดจากดาบที่เขาต้องคำนวนถึงตำแหน่งจุดศูนย์ถ่วงเป็นอย่างดี

แม้แต่วีดเองก็จำต้องกวัดแกว่งดาบครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อตรวจสอบและปรับแก้จุดศูนย์ถ่วง


ทักษะช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้น 0.1%

ทักษะช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้น 0.3%

ทักษะช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้น 0.4%

ทักษะช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้น 0.1%


ทุกครั้งที่ทำดาบเสร็จสมบูรณ์ระดับของทักษะช่างตีเหล็กก็เพิ่มขึ้น

ต้องตีดาบอีกประมาณ 500 เล่ม ถึงจะขึ้นระดับละมั้ง?

ทักษะช่างตีเหล็กนั้นเพิ่มระดับได้ง่ายโดยเฉพาะหากไปเทียบกับทักษะช่างแกะสลักแล้วเรียกได้ว่าทักษะนี้ขึ้นระดับได้ง่ายกว่ามาก

แต่ก็ทุกทักษะอาชีพก็มีจุดร่วม เมื่อระดับเพิ่มขึ้นสูงระดับหนึ่ง มันก็ต้องการทำงานที่ยากขึ้นในการเพิ่มระดับของทักษะ และเมื่อถึงขั้นกลางระดับ 2 ( Intermediate Level 2) แล้วนั้นการที่จะเพิ่มระดับนอกจากงานที่ยากขึ้นที่ต้องทำแล้ว จำนวนครั้งที่ต้องทำก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

เริ่มจากการตีดาบเหล็ก

สำหรับทักษะงานช่างเหล็กนั้น ยิ่งได้วัตถุดิบที่ดีมันก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่สร้างอุปกรณ์ชั้นดี จนถึงชั้นเลิศได้ แถมยังช่วยให้ระดับขึ้นได้ไว้ขึ้นด้วยมันเป็นการเอาเม็ดเงินเข้าแลกกับระดับ ทักษะที่เพิ่มไวขึ้น

แก๊ง

วีด วางดาบที่ตีเสร็จสมบูรณ์วางกองไว้ข้างๆ ตัว

ตีดาบไปพร้อมกับตรวจสอบดาบแต่ล่ะเล่มอย่างตั้งใจ ทำให้ดาบที่เขาตีขึ้นนั้นมี พลังโจมตีโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ถึง 45

นั่นเป็นค่าตามลิมิตของการใช้วัสดุพื้นๆ แต่ก็มีเคยมีบันทึกไว้ว่ามีคนแคระห์ ที่มีทักษะช่างตีเหล็กระดับสูงสามารถใช้เหล็กธรรดาสร้างดาบที่มีพลังโจมตีถึง 60

แน่นอนว่าระดับช่างตีเหล็กระดับขั้นกลาง จะไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีเทียบเท่าได้

‘เราน่าจะทำเงินได้ซัก 100 เหรียญทองละนะ’

ราคานั้นขึ้นกับคุณสมบัติพิเศษที่อุปกรณ์มี แต่โดยทั่วไปดาบจะมีราคาโดยประมาณ 100 เหรียญทองต่อเล่ม


โดยเฉพาะดาบที่วีด ซึ่งมีความชำนาญในการผลิตระดับสูง ยิ่งเพิ่มค่าความทนทานให้กับดาบสูงขึ้นไปอย่างมาก และเป็นที่แน่นอนว่าดาบที่มีความทนทานสูงก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ เพราะการที่จะต่อสู้กับศัตรูที่มีพลังป้องกันสูงนั้น จะส่งผลให้ค่าความทนทานของดาบลดลงไปอย่างรวดเร็วมาก

แต่ว่าวีดไม่ได้ทำของแค่อย่างเดียว ในเวลาเดียวกันวีดก็กำลังสร้างบางสิ่งเพิ่มขึ้นมาอีก

เขากำลังทำชุดเกราะหนังอยู่ด้วยระหว่างรอให้เหล็กที่หลอมละลายขึ้นรูป เป็นการทำงานแบบไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่าแม้ซักวินาทีเดียว!

เป็นการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุดเท่าที่ทำได้

“ฉันจะหยุดมือไม่ได้ ในเมื่อคนอื่นกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากการล่า!”

วีดทำงานอย่างหนักและต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก

ทำงานหนักอย่างมุ่งมั่นโดยไม่พักแม้แต่วินาที

คนขยันอาจทำงานให้ตายไปข้างวันหนึ่งแล้วพักวันหนึ่ง แต่ว่าในขณะที่คนอื่นเขาพัก วีดก็จะทำงานเพิ่มในวันที่พักด้วย

มันเป็นเรื่องพื้นๆ ที่ใครๆ ก็รู้

ในหว่างที่เขาทำงานอย่างหนึ่ง ระหว่างที่ที่หากเขายังทำงานอื่นๆ ได้เขาทำมันเพิ่มในทันที

อย่างเช่นระหว่างรอให้ค่า มาน่ากับพลังชีวิตฟื้นคืน เขาก็จะทำงานเกะสลัก หรือไม่ก็ตัดเย็บไปด้วย

ทักษะของวีดเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้

ตอนนี้วีดก็กำลังตัดเย็บเสื้อหนังอย่างต่อเนื่อง

การตัดเย็บนั้นเขาทำมาจนชำนาญแล้ว เข็มในมือเขานั้นปักได้อย่างรวดเร็วอย่างกับตัดแปะ

มือเขาเคลื่อนไหวได้ว่องไวราวสายฟ้า!

ถ้าเทียบกับการ เย็บกระดุมนับร้อยให้กับตุ๊กตานับพันแล้ว งานนี้เรียกว่าหมูมาก

วีดใช้เวลาว่างในการทำดาบ มาเย็บชุดหนัง

-ทักษะตัดเย็บ ขึ้นมาถึงขั้นกลาง ระดับ 3

ตอนนี้คุณสามารถย้อมสีพิเศษลงบนผ้าได้
ตอนนี้คุณสามารถเปลี่ยนผิวหนังมอนสเตอร์เป็นแผ่นหนังอ่อนหรือแข็งได้


หลังจากเย็บเสร็จ เขาก็กลับมาทำดาบต่อ

-ทักษะช่างตีเหล็ก ขึ้นมาถึงขั้นกลาง ระดับ 3

พลังโจมตี และพลังปัองกันของสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สามารถสร้างอาวุธหนักที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้



เขาหยุดมือทันทีที่ระดับทักษะตัดเย็บ และทักษะช่างตีเหล็กได้เลื่อนขึ้นมา เขามองไปยังกองดาบ และชุดหนังที่ทำเสร็จ

“ถึงเวลาสำหรับของจริงซะที”

เขาหยิบเอาแร่ต่างๆ รวมทั้งมิธริลออกมา ถึงเวลาที่เขาจะสร้างอุปกรณ์ป้องกันของเขาเองแล้ว

ตรวจสอบ!

เหล็กดำ : ความทนทาน 30/30

ได้มาจากการหลอมแร่ดิบ

สามารถเอามาใช้สร้างสิ่งของได้หลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์

สามารถนำมาใช้งานด้วยกรรมวิธีได้หลากหลาย แต่โดยมากจะใช้เพื่อสร้างอุปกรณ์ป้องกัน


ทักษะช่างตีเหล็กระดับกลางขึ้นไปเท่านั้น จึงจะสามารถใช้งานวัสดุนี้ได้

เป็นการยากที่จะรวมตัวกันเป็นปริมาณมาก เปลี่ยนวัสดุเป็นสีดำเมื่อรวมตัวกับโลหะใดๆ
เป็นวัตถุดิบระดับ 2 ของงานช่างตีเหล็ก

คุณสมบัติ:


สามารถป้องกันการโจมตีทางกายภาพได้อย่างยอดเยี่ยม



มิธริลนั้นเป็นวัตถุดิบระดับสองของงานช่างตีเหล็กเป็นอย่างน้อย มันหาซื้อได้ยากมากตามร้านต่างๆ และเมื่อใช้งานส่วนใหญ่ก็ใช้ผสมร่วมกับโลหะชนิดอื่นๆ เพียงเป็นปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอ วีดหยิบ มิธริลขึ้นมามันเบามาก น่าจะหนักราวกิโลกว่าๆ เท่านั้น


มิธริล:

ความทนทาน 50/50

วัสดุดิบยอดเยี่ยมสำหรับงานช่างเหล็ก

ช่างตีเหล็กทุกคนอยากใช้มันซักครั้ง

การทำให้มิธริลอยู่ในอัญรูปนี้ เกิดขึ้นได้ยากมาก

หากนำไปผสมเพื่อสร้างอาวุธหรืออุปกรณ์ป้องกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอุปกรณ์นั้นได้อย่างมาก

มันจะแวววาวและมีแสงเป็นประกาย แถมยังมีพลังในการปกป้องการโจมตีจากเวทมนต์

มิธริลต้องการระดับทักษะช่างตีเหล็กอย่างน้อยขั้นกลาง ในการนำไปใช้งาน แต่หากต้องการใช้งานให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจะต้องมีระดับความชำนาญของ ช่างตีเหล็ก ระดับสูง

เป็นวัตถุดิบระดับ 1 ของงานช่างตีเหล็ก

คุณสมบัติ:

o เพิ่มพลังป้องกันทางกายภาพและเวทมนต์

o เพิ่มค่าเสนห์ และชื่อเสียง



วีด ผสมเหล็กดำ และมิธริลที่หลอมละลายแล้วลงในแม่พิมพ์ จากนั้นก็เอามาออกมาตีด้วยค้อน

แป๊ง! แป๊ง! แป๊ง!

ทั้งเหล็กดำ และมิธริลนั้นเป็นโลหะที่แข็งมาก ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้แรงในการทุบตีอย่างหนักหน่วง งานช่างเหล็กเป็นงานที่ใช้เรี่ยวแรงอย่างมหาศาล

แต่ทว่า วีดคนนี้แม้ตอนเป็นออร์คก็ถือว่าเป็นออร์คที่มีพลังแข็งแกร่งไม่น้อยหน้าออร์คตัวไหนๆ ถึงอาชีพช่างแกะสลักนั้นจะอ่อนแอ่ แต่ว่าเขานั้นเพิ่มค่าสถานะเฉพาะค่าพละกำลังและความเร็ว ทุกครั้งที่เลเวล เพิ่มขึ้น

สำหรับค่าพลังชีวิต (vitality (tl note:เลือดเยอะ)) เขาเพิ่มจากการฝึกทักษะตกปลา และสำหรับค่าพลังป้องกันนั้น เขาใช้วิธีเพิ่มค่าความอดทน (endurance) จากการรับการโจมตีจากศัตรู

ค่าศิลปะ ของเขานั้นก็เพิ่มจากการที่เขาสร้างของจากทักษะการสร้างที่เขามีมากมาย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีค่าพละกำลัง และความเร็ว ที่สูงมาก และแล้วหมวกเกราะของเขาก็เสร็จ

ทักษะช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้น 7%


“ตรวจสอบ!”


หมวกเกราะสีดำอันสง่างามสำหรับผู้สูงศักดิ์วัยหนุ่ม:

ความทนทาน 150/150

พลังป้องกัน 32

ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือของช่างตีเหล็กผู้เปี่ยมพรสวรรค์

เป็นผลงานที่น่าชื่นชมเนื่องจากความยากในการสร้าง แถมยังความปราณีตบรรจงในตัวงานก็เป็นเลิศ

สีดำที่แวววาว และเปล่งประกายออกมาอย่างสวยงามดุจงานศิลป์

ไม่เพียงแค่นั้น มันยังมีความทนทาน และพลังป้องกันที่ยอดเยี่ยม

ข้อจำกัดในการสวมใส่:

o ความแข็งแรง 300

o เลเวล  300

คุณสมบัติ:

o ความเร็ว+30

o เสนห์ +70

o ศิลปะ +20

o ความฉลาด +20

o ปัญญา +10

o ชื่อเสียง +200

o ความเป็นผู้นำ+30%

o ป้องกันเวทที่เกี่ยวกับการทำให้สับสนอย่างสมบูรณ์แบบ(Immune to confusion magic).

o ความต้านทานค่าเวทมนต์ +15%




ของที่ทำออกมาก็พอใช้ได้

มันน่าจะออกมาได้ดีกว่านี้หาก วีดมีค่าทักษะงานช่างตีเหล็กสูงกว่านี้ แต่นั่นเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

ตอนนี้วีดก็เริ่มทำรองเท้า วีดนั้นไม่ค่อยได้ทำรองเท้าบ่อยเท่าไหร่นักดังนั้นการทำรองเท้าเป็นงานที่ ยากสำหรับวีดเช่นกัน แต่คุณค่าของรองเท้านั้นขึ้นอยู่กับค่าความเร็ว( agility) ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจใช้มิธริลที่เหลือทั้งหมดในการสร้าง


ทักษะช่างตีเหล็กเพิ่มขึ้น 8%


“ตรวจสอบ!”


รองเท้าบูทเบาล้ำค่าสีดำ:

ความทนทาน 130/130

พลังป้องกัน 14

รองเท้ามิธริลนั้นเบาแถมยังสามารถป้องกันเท้าของคุณ เมื่อใช้เดินทางไกลก็ไม่เป็นภาระ

ช่างตีเหล็กผู้เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์เป็นผู้สร้าง ถึงแม้จะขาดความชำนาญไปบ้างในการดึงศักยภาพของแร่มิธริลให้ออกมาอย่าง สมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ความแข็งแกร่งของมิธริลในรองเท้าจึงต่ำกว่าที่ควรจะได้

ข้อจำกัดในการสวมใส่:

o พละกำลัง (Strength) 150

o ความว่องไว (Agility) 300

o เลเวล 300

คุณสมบัติ:

o เมื่อใช้มาน่าสามารถเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ได้ 15%

o ความเร็ว +70    ศิลปะ+20

o ชื่อเสียง +100

o ลดอัตราการเพิ่มความเหนื่อยล้าเมื่อเดินทางไกล

o สามารถเดินอย่างสะดวกแม้ในพื้นที่ขรุขระ




แม้ของที่ได้มานั้นจะไม่ดีเท่ากับที่ ลิชไชร์ใส่แต่มันก็พอไหว

มันเสริมความเร็วในการเคลื่อนที่ และเพิ่มค่าความเร็ว ได้ ไม่เลวๆ

วีด พึงพอใจ

เพราะไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อะไรก็ตามหากมีคุณสมบัติสามารถเพิ่มค่าความเร็วในการเคลื่อนที่ ไอเท็มชิ้นนั้นจะมีราคาขายได้มากขึ้นหลายเท่า

ผู้ว่องไวกว่าย่อมเป็นต่อ!

ข้อดีที่ไวกว่านั้นมีมากมาย ทั้งหลบการโจมตีได้ง่ายขึ้น

และหากถูกโจมตีระยะไกลจาก นักธนู หรือนักเวท ก็ทำให้สามารถรุกเข้าประชิดตัวได้เร็วขึ้น

ผู้ที่ว่องไวกว่ามีโอกาสรอดตายมากกว่าอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้อุปกรณ์ที่เพิ่มค่าความเร็วในการเคลื่อนที่จึงมีราคาแพงมาก แถมยังขาดตลาด

รองเท้าที่เพิ่มค่าความเร็วในการเคลื่อนที่ได้ 15% และมีคุณสมบัติอื่นๆที่พอใช้ได้ จึงเป็นที่พึงพอใจของวีดแน่นอน


เล่มที่ 8 ตอนที่ 2 : จบ


************************



<a href='https://ads.dek-d.com/adserver/adclick.php?n=a6753880' target='_blank'><img src='https://ads.dek-d.com/adserver/adview.php?what=zone:696&amp;n=a6753880' border='0' alt=''></a>

2 ความคิดเห็น: